โลกทิพย์ ๒๕๕๖ (ตอน ๒) ...
หลวงพ่อธรรมงามตอนบวช
ใหม่ ๆ ไม่พูดอีล้าค่าอีลม
ให้เลขเบอร์ชัดโยมคนไหนมา
เอากระดาษทิชชูเขียนให้เลย
ปรากฏงวดนั้นผิดสนิทติดทนนาน

      ระหว่างที่เริ่มกลัวผีนั้นเองก็เริ่มลองของชนิดหนึ่ง เรียกว่าดูเลขซึ่งชาวบ้าน
ทั่วไปตามตลาดก็ต้องรู้ก็คือหวยเบอร์นั่นเอง ซึ่งชาวอีสานเล่นกันหนัก ฉะนั้นเราก็จะลองเล่นตัวเลข  ด้วยการที่ใช้ผ้าหรือกระดาษมาเขียนตัวหนังสือสองตัว
วันนั้นเขียนตัว ๑
  ไว้ ตัวใหญ่ประมาณเกือบ ๆ นิ้วชี้ แล้วก็เพ่งกสิณไฟ ตอน
นั้นบ้ากสิณไฟ เวลาเพ่งกสิณไฟเสร็จแล้วตามนิมิตเข้าไป ภาพของแสงไฟนั้น
มันไม่ใช่สีเหลือง จะเป็นสีดำก่อน แล้วก็สีเลือดนกพิราบ  คือดำออกแดง ๆ
นาน ๆ เข้าดำค่อย ๆ หายไปเริ่มแดงขึ้น สักพักแดงค่อย ๆ หายจางไปมีสี
เหลืองมาผสม เริ่มเหลืองแดง นานเข้าแดงก็ค่อย ๆ หายไป เหลืองค่อย ๆ สว่างพอสว่างนาน ๆ เข้า นิมิตก็เหมือนกับลืมตากับไม่ลืมตา แสงเทียนกับตัวเทียนเหมือนภาพเดียวกัน เพราะฉะนั้นบางทีคนหลับตาเห็นเหมือนกับไม่หลับตาได้แต่ว่าคนนั้นต้องฝึกต่อเนื่องไปเรื่อย ๆ ไม่ใช่ฝึกไม่ได้ นี่ก็เหมือนกัน ก็เลยเพ่งเลข ๒ ตัวเอาไว้ ๑
๘ กับ ๘๑ ทำให้เกิดนิมิตขึ้น ภาพในสมองในอะไรก็ตามเพราะนิมิตปุ๊บจะเป็นสีดำสีแดงอะไรก็ตามให้มันเป็นตัวเล็ก ๆ อยู่ข้างหน้าทิศหกทิศ ทิศหน้าให้อยู่ตรงกลางหรืออยู่ข้างหลังก็ได้ ให้มันเล็กก็ได้ใหญ่ก็ได้
พอเห็นภาพนิมิตนี้เข้าไปแล้วมันก็มีเสียงหนึ่งบอกว่า นี่หรือวะทางไปนิพพาน
ของมึง
ไม่ใช่ ไอ้นี่ทดสอบวิชาว่าดูเลขนี้เป็นยังไง ถ้างั้นถ้าไม่ใช่ทางไป
นิพพานต้องเอาไปทิ้ง สละมันออก สละมันออกท่านก็ไปอยู่ที่กองสลาก
บังเอิญมีญาติโยมมาพบเราก็โดนต่อว่าไปเรื่องนี้ เพราะเราลองวิชา ปรากฏ
ว่าเลขงวดนั้นคนที่มาพบและเห็นจากที่เราทดสอบนั้นเขาก็ไปแทงกันทั่วอุดร ฯ
เขาถูกคนเดียว  ๔ หมื่น ครั้งนั้นเลขออก ๓๑๘ แต่เหตุที่เกิดตรงนี้มันเกิดก่อน
หน้านี้แล้ว ก็คือไปพบหลวงปู่เทสก์ แล้วก็ไปภูงัว ที่จังหวัดบึงกาฬในปัจจุบัน
สมัยนั้นครั้งแรกบวชที่วัดราชา ฯ นั่งสมาธิแล้วเห็นตัวเลขโผล่มาว่า ๗

กับเลข ๔ ข้างบน

           หลวงพ่อธรรมงามตอนบวชใหม่ ๆ ไม่พูดอีล้าค่าอีลม ให้เลขเบอร์ชัด
โยมคนไหนมาพบ เอากระดาษทิชชูเขียนให้เลย ปรากฏงวดนั้นมิดสนิทติดทน
นานไปเลย ไม่ตรงเลยสักตัว แสดงว่านิมิตที่เห็นนั้นไม่ได้หมายความว่าเป็นเลข
หวยเบอร์หรือโชคลาภอะไร บางทีอาจจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับหลวงพ่อว่าบวช
ตั้งแต่ ๔ พรรษาขึ้นไปแล้วอาจจะได้ผลอะไรบางอย่าง หรือบรรลุอะไรบางอย่างแล้ว แล้วอยู่อายุครบ ๗๗ ปีอาจจะตาย  อาจจะละสังขารหรือมรณภาพอาจจะเป็นไปได้ แล้วหลังจากนั้นมาถึงปุ๊บเขาว่านั่งแล้วเห็นเลขแล้วเลขตรงอะไรก็ไม่ค่อยจะเห็น สุดท้ายก็เลยไปอยู่ภูงัว ถ้ำขี้เหล็กไหล จ.บึงกาฬ ที่นั่นจะมีช้างป่าดูแลหน้าถ้ำ ระหว่างที่ไปนั้นหน่วยพิทักษ์ป่าชะแนนจะเป็นคนที่ถือปืนและคอยดู เพราะอยู่กลางป่าลึก เดินเข้าหมู่บ้านใช้เวลาวันหนึ่งกับคืนหนึ่ง นั่งปุ๊บจิตส่งภาพอนาคตมาให้ดู เช่น  หนังสือพิมพ์ของวันที่ ๒ หรือวันที่ ๑ จากวันนั้นคือวันที่ ๒๘ - ๒๙ ของอีกเดือนหนึ่ง  เพราะฉะนั้นมันเอาภาพของอนาคตมาให้ดู เช่นหนังสือพิมพ์อีก ๓ วันข้างหน้า หน้าปกเกี่ยวกับข่าวอย่างนี้ เปิดหน้า ๒ เป็นเรียงเบอร์ หมายความว่าเป็นหน้าตรวจสลากทั้งหมดเลย รางวัลที่  ๑ เลขใกล้เคียง หรือ ๒
๕ รางวัลเลขท้าย ๓ ตัว ๔ ครั้ง รางวัลเลขท้ายสองตัว ๑ ครั้ง ครบหมด แต่เราอยู่กลางป่านะ เข้าไปก็พอดีหวยออกเลยนะ วันที่ ๑ พอดีเลยนะ เพราะฉะนั้นอยู่กลางป่ากว่าจะออกจากป่าไปถึงหมู่บ้านได้ก็ ๒ วัน จะเป็นไปได้ยังไง ไกลก็ไกล เห็นมันก็ไม่มีโชคแล้ว อยู่ดี ๆ พนักงานพิทักษ์ป่าก็โผล่เข้ามา มาทั้งกลุ่มเลย พอมาถึง อ้าว...โยมโชคดีนะ  ทำไม โยมโชคดีจะมีโชคลาภ เพราะเข้ามาในวันนี้ใครวิ่งเร็วที่สุดออกไปที่หมู่บ้าน มีเลขดังต่อไปนี้
ไปปุ๊บหัวหน้าหน่วยถูกมา ๒ พัน เงินน้อยหน่อย ก็ได้เลขไป เพราะไปในอนาคต
เห็นอนาคต แสดงว่าหลวงพ่อฤาษีลิงดำก็พูดถูกว่า จิตสามารถไปอนาคต
แล้วก็ภาพในอนาคตเหมือนคนนอนฝันได้ เพราะฉะนั้นคนนอนฝัน จึงเกิดเหตุ
การณ์ตามหลังจากฝันก็เป็นไปได้ นั่นคือแนวทาง

          หลังจากนั้นก็มานั่งนึกว่า มัวแต่ไปเห็นอนาคต หรือนั่งให้มันเห็นบ้าง
ไม่เห็นบ้างหรือนั่งนึกทางจิตแล้วให้มันเหมือนกันทั่วภูเขา แถวภูทอกหรืออะไร
ทุกถ้ำนึกตัวเดียวกันอะไรอย่างนี้มันไม่เข้าท่า ที่จริงเรามีอำนาจจิตแล้ว ทำไมเราไม่มาทำตัวเลขเอง นั่งคิดลองตัวเลขเอง ไปลองอยู่ที่ ต.ทับกรุง อ.หนองแสง จ.อุดร ฯ ลองตัวเลขโดยเพ่งกสิณไฟ  ทำแบบที่เคยทำไว้ที่หมู่บ้านคำกลิ้ง ปรากฏว่าจะลองก็เลยเขียนไว้เลย ๘
เขียนตัวใหญ่ ๆ ใส่กระดาษแล้วก็ตั้ง ใช้เทียนเพ่ง พอใช้เทียนเพ่งไปปุ๊บ ลัษณะนิมิตเทียนก็เข้าไปอยู่ข้างในแล้วตัวเลขก็ตามเข้าไป เสร็จปุ๊บก็จับตัวเลขให้ใหญ่เล็กได้ แต่ทุกคร้งที่เพ่งไปแล้ว ๓ ตัวมันเข้ามา ๒ ตัว คือเข้ามาแค่ ๕๙ ส่วน ๘ ไม่ตามเข้ามาหรอก ก็ขยาย
ใหญ่ขยายเล็ก ขยายเล็กขยายใหญ่ปุ๊บก็ส่งไป พอใครมาก็บอกว่า มีเลขนี้นะใคร
จะซื้อก็ซื้อ ใครซื้อปุ๊บก็คิดว่า ๘๕๙ แต่ที่จริงเลขที่ออกมันออก ๕๕๙
... บางครั้งนั่งสมาธิไปก็นึกอยากให้เลขโยมเพื่อจะได้มาซื้อของสร้างศาลา สังกะสีสัก ๓๐๐ แผ่น เสาไม้กี่ต้น ๆ ก็นั่ง ๆ นึกว่า เออ งวดนี้ข้าจะให้เลขดีมีสระอี ก็คือ ๔ เลขเด็ดมีไม้ไต่คู้คือ ๗ แล้วก็เลขเด่นก็คือ ๑ เพราะฉะนั้นมีเลข ๔ ๗ ๑สองตัวหน้าเท่ากับตัวที่ ๓ คูณ ๒ เท่ากับสองตัวหน้า คนควรจะรู้อยู่แล้วว่ามันมีเลข ๔ ๗ ๑ แล้วกลับไปกลับมา ตัวท้ายก็ควรจะเป็นเลข ๗  เพราะคูณ ๒ เท่ากับ ๑๔ เพราะฉะนั้นควรจะออก ๑๔๗ มันง่าย ๆหลวงพ่อนึก ผู้ใหญ่บ้านาถึงบอก
๑๘๙ เพราะ ๙ คูณ ๒ ได้ ๑๘ ไงหลวงพ่อ เขาเข้าใจว่าไม้ไต่คู้บนคำว่าเจ็ด
เป็นเลข ๘ ไทย เลยเป็น ๑๘๙
ไม่ได้เข้าเค้าเลย ปรากฏว่าผู้ช่วยบอกหลวงพ่อ
อยากถูกหวยบ้าง ก็เลยบอกเดี๋ยวผู้ช่วยไปบอกเขานะ แล้วรอรับรางวัลตรงนั้น
ดูดน้ำแฟนต้าหรือโค้ก
รอรับตังค์เลยนะ โอ้โหขนาดนั้นเชียวเหรอ ก็ขนาด
นั้นสินั่งสมาธิเจอ ปรากฏว่าหมู่บ้านนั้นตอนหลังถูกหวยกัน ๑๐๒ หลังคาเรือน
จาก ๒๐๐ หลังคาเรือน แต่หมู่บ้านอื่นลือว่าถูกหมดทั้งหมู่บ้าน มาฉลองกันใหญ่
เจ้ามือขึ้นมาดูหลวงพ่อธรรมงาม โอ้โห ยังหนุ่มอยู่เลยนี่ คนนี้เหรอที่บอกใบ้ถูก
กันทั้งหมู่บ้าน ก็บอกไม่มีอะไรหรอก ลองของเล่นเท่านั้น เรียกว่าร้อนวิชาไป
หน่อย  กว่าหลวงปู่เทสก์จะแก้ได้ ฉะนั้นแล้วก็เลยมีหลาย ๆ ระบบ หลวงพ่อ
ธรรมงามเคยบอกกับหลวงพ่อโลกทิพย์ ตอนนั้นมีพระนิก ธรรมวาที ดังเรื่อง
พระพุทธทาสไร้เทียมทาน สอนคนพ้นทุกข์ไปนิพพาน มีหลวงพ่อองค์เดียว
ว่าอย่าให้ใครไปนิพพานเลย อย่าให้ใครไปพ้นทุกข์อะไรเลยถ้าเขาท้องยังแห้ง
เพราะฉะนั้นดีอย่างเดียว ดีทางโชคลาภอย่างเดียว อย่างอื่นไม่เอา ถ้าคนเรา
ท้องอิ่มน่าจะฟังธรรมบ้าง แต่ถ้าเกิดคนมันท้องแห้งอยู่ การฟังธรรมคงเป็นไป
ไม่ได้ ก็เลยคิดว่าทำให้มันดีทางด้านพระสิวลีอย่างเดียว อย่างอื่นไม่เกี่ยวข้อง
ให้ดังทางด้านพระโชคลาภอย่างเดียว  เพราะฉะนั้นก็จะมีพระโชคลาภ ก็เลย
สร้างในตระกูลก็มีพระสังกัจจายน์ ถ้าพระสิวลีไม่อยู่พระพุทธเจ้าก็จะให้พระสัง-
กัจจายน์ ด้วยบุญบารมีพระสังกัจจายน์แทนพระสิวลีด้วยกัน หลวงพ่อบัวเข็ม
หรือพระอุปคุตเป็นพระร่ำรวยมาจากพม่านั้นรัชกาลที่ ๕ นำเข้ามา เกิดหลังจาก
พระพุทธเจ้าปรินิพพานไปแล้ว ๒๐๐ ปีในสมัยพระเจ้าอโศก พระพุทธเจ้า
ปรินิพพานไปแล้ว  ๒๐๐ ปีจึงเกิดพระอุปคุตหรือพระบัวเข็มซึ่งมาอยู่ในรุ่นเดียว
กันคือมี ๓ ประเภทนี้ดีทางโชคลาภ อะไรที่ต้องการเพิ่มหรือหรือต้องการมาก
ขึ้น ก็จะดีทางด้านนี้เกิดขึ้นโดยเฉพาะ ฉะนั้นหลวงพ่อธรรมงามพบแล้วและ
อยากรู้อะไรลึก ๆ มันต้องพยายามที่ให้พวกเจ้าเป็นคำถามคำตอบกัน อยากจะ
รู้อะไร เราเข้าเว็บไซต์ อะไรไม่รู้ซึ่งเป็นคำสอน คำอะไรซึ่งผลิตมาเยอะ สมัย
หลวงพ่อโลกทิพย์ผลิตให้นั้นใช้ในงานศพก็มี ใช้ในงานอะไรต่าง ๆ เป็นล้าน ๆ
เล่ม ประวัติหลวงพ่อองค์เดียวนี้นะ มากมายก่ายกองเกลื่อนไปหมด งานศพ
บางทีก็เอาประวัติหลวงพ่อไปแจกในงานศพดี มีคนอ่านแล้วก็แปลกดี เพราะ
ใช้วิธีการสอนคล้ายนิกายเซน มีลักษณะพิเศษ ปัจจุบันมีหนังสือหลายเล่มที่
ผลิตออกไป ครั้งหนึ่งไปช่วยงานศพละสังขารของพระอาจารย์มหาบัว
วัดป่าบ้านตาด พิมพ์ไป ๕
,๐๐๐ เล่ม ไว้วัดป่าบ้านตาด ๔,๐๐๐ เล่ม อยู่ที่
ศิริราช  ๘๐๐ เล่ม หลวงพ่อเองเอามาแจกสัก ๒๐๐ เล่ม ปรากฏไม่พอ ก็เลย
พิมพ์พิเศษขึ้นมาอีกชุดหนึ่ง  เป็นชุดที่ ๒ ไปที่ศิริราชถวายในหลวงประมาณ
,๐๐๐ กว่าเล่ม อยู่ที่หลวงพ่อประมาณ ๒๐๐ -  ๓๐๐ เล่ม ก็หมดอีกเหมือน
กัน ๒ ชุดนี้ก็ปาเข้าไป ๘
,๐๐๐ เล่มแล้ว เรื่องสั้นมากภาพเยอะมีหลากหลาย
ประเภท เช่น การพบกฎแห่งกรรม การสะเดาะเคราะห์อะไรอย่างนี้ 

 บางทีมานั่งนึก ๆ คนปัจจุบันทำผิดศีลผิดธรรม
หรือทำ
สิ่งที่ไม่ถูกต้อง แล้วให้มาสะเดาะเคราะห์
หรือว่าล้างกรรมได้เลย มันไม่เอาเปรียบกัน
เกินไปเหรอในความรู้สึกของหลวงพ่อนะ
ทำไมทำดีไม่ได้ดี ทำชั่วไม่ได้ชั่ว ยุคนี้มันน่า
จะทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว สองก็คือว่ากรรม
วิธีต่าง ๆ หรือพิธีกรรมต่าง ๆ ที่จะทำให้
ทางโลกยอมรับนั้น ปัจจุบันมันต้องผสมกับ
เทคโนโลยี หมายความว่ามีคอมพิวเตอร์เข้า
มาแล้ว  ซึ่งทำให้คนส่วนใหญ่หันมาแบบ
สมัยก่อนหรือมาพบกับ...
 

 

ความสว่างที่ถูกต้องของพระพุทธเจ้าก็คือปล่อยให้มันว่างตั้งแต่ฌาน
ที่ ๔ แล้ววางขันธ์ได้ด้วย
ที่คุณว่างไปสองครั้งนั้นปล่อยวางว่างให้ได้
คือว่างมาสองเที่ยวแล้ว เหตุที่มันจะไม่ว่าง เพราะไประบุว่ามันว่าง 

....พระประเภทเหล่านี้ยากมาก แต่ทำได้โดยการที่ว่า จะต้องเอาวิธีการของ
โลกทิพย์และโลกลี้ลับยัดหรือแผยแพร่เข้าไปในคอมพิวเตอร์ให้มากที่สุด
แต่ต้องดึงดูด เหมือนขายของทางไอที แบบที่คนเขาเจาะเข้าไปหาเพื่อจะไป
ซื้อของอะไรกัน พยายามเข้าไปในหมวดพวกนั้นไม่ใช่เป็นหมวดแยกต่างหาก
ให้คนเจาะเข้ามาหา ไม่ค่อยมีคนหาอ่านหรอก ของหลวงพ่อใช้มาปีสองปีถึง
แม้จะมีคนเคาะเข้ามาดูเรื่องของพระอาจารย์มั่นกับตัวหลวงพ่อแสนกว่าครั้ง
ก็เถอะ  ซึ่งถ้าเกิดว่าคนที่เคาะเข้ามาดู บางคนเคาะสองครั้งสามครั้ง หรือ
อะไรก็ตาม เป็นแสนอย่างนี้ แสดงว่าคนดูก็ประมาณหลักหมื่นกว่าแล้ว แต่ว่า
เขาจะไม่คุ้นกับตำรากับหนังสือ แต่เขาคุ้นกับเครื่อง จะเป็นภาพเคลื่อนไหว
ไปมาอะไรก็ตาม ฉะนั้นมีความจำเป็นจะต้องมีบุคลากรที่ถนัดทางด้านนี้พอ
สมควร แล้วก็เอาลักษณะนี้มาเผยแพร่เข้าไปโดยพยายามอธิบายเรื่องของ
ทางจิตเข้าไปช่วย วิธีที่หาง่ายที่สุดคือใช้คำสอนของสายวัดพระธรรมมงคล
สายพระอาจารย์วิริยังค์ ท่านอยู่กับพระอาจารย์มั่น ๔ ปี แต่พระอาจารย์
มหาบัวอยู่กับพระอาจารย์มั่น ๘ ปี อยู่กันคนละครึ่งทาง เสร็จแล้วพระอาจารย์-
วิริยังค์มาอยู่ทางกรุงเทพฯ พระอาจารย์มหาบัวอยู่ทางอุดรฯ ในที่สุดสอง
สำนักลูกศิษย์ลูกหาก็เลยไม่ค่อยคบหากัน ออกจะตรงข้ามกัน เพราะวิธีการ
ปฏิบัติวิธีทำต่างกัน บอกว่าคุณควรจะเข้าใจสิ่งแวดล้อม เพราะพระโขนงก็
อยู่กลางกรุงเทพฯ เดี๋ยวนี้มันต้องแข่งขันกับเขา ไอ้ที่ไม่น่าจะจับจากอีสาน
ก็ต้องไปจับ เพราะอะไร ทำไม มันอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่จะต้องเป็นไป ส่วนถ้า
เกิดเขากลับจากตรงนั้นแล้วมาอยู่ภาคอีสาน ก็เอาภาคอีสาน อยู่เงียบได้
แต่อย่างนั้นอยู่ไม่ได้เพราะต้องแข่งขันกัน เหมือนหลวงพ่อธรรมงามเวลา
อยู่องค์เดียวอย่างนี้สบายอกสบายใจ นิ่ง สบายนิ่ง แต่พอไปโลกทิพย์ทีไร
ครูบาอาจารย์หลายสำนักแข่งกัน คุยกันอะไรต่ออะไรแข่งกัน บางทีก็ต้อง
แนะนำอะไรญาติโยมเขาพอสมควร แต่พอถึงจุดหนึ่งแล้วรู้ไปจนไม่รู้จะรู้
อะไรก็เลยไม่รู้จะทำอะไร หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี ว่าคนที่เข้าใจธรรมเป็นสุข
แล้วไม่มีอะไรต้องทำแล้ว หนึ่ง
ให้กลับไปเรียนหนังสือ ไม่เรียนนักธรรม
ตรี โท เอก แล้วจะเรียนอะไร เรียนไปเรื่อย ๆ ให้มันเป็นข้อสัญญาจดจำไป
เป็นสมมุติ สอง - สองคน ถ้าว่างก็มาสอน

    ก็เลยมีคำแนะนำง่าย ๆ ว่า สายหลวงปู่เทสก์ เทสรังสี สอนญาติโยม
เกี่ยวกับธาตุกรรมฐาน เวลาลงโลกทิพย์พยายามให้โยมท่องยังโขเมกาโย

กายของเรานี้แล อาการ ๓๒ ผม ขน เล็บ หนัง ตับ ไต ไส้ พุงผมไม่ใช่มงคล
ขนไม่ใช่มงคล ฟันไม่ใช่มงคล เล็บไม่ใช่มงคล ไล่ไป เนื้อ เอ็น กระดูก เยื่อ
ในกระดูก อาหารใหม่ อาหารเก่า พวกที่เป็นชิ้น ๆ แข็ง ๆ เหล่านี้ เรียกว่าดิน
ธาตุดิน พวกที่เป็นน้ำดี น้ำหนอง น้ำเลือด เลือดดำ เลือดแดง น้ำลาย น้ำมูก
น้ำตา น้ำปัสสาวะ เป็นธาตุน้ำ ลมหายใจออก ลมหายใจเข้า เหล่านี้เรียกว่า
ธาตุลม ธาตุไฟคือเวลาเจ็บไข้ได้ป่วย เวลากินอาหารเข้าไปแล้วตัวอุ่น ๆ ขึ้นมา
หรือร่างกายมีความร้อน เรียกว่าธาตุไฟ ธาตุทั้ง ๔ ดิน น้ำ ลม ไฟ ถ้าแยกมัน
แล้วมันไม่มีชีวิต มันไม่มีวิญญาณ มันก็เป็นกอง เหมือนกองดิน อิฐ ปูน เหมือน
น้ำถังหนึ่ง เหมือนกับก้อนดิน ก้อนอิฐ ก้อนทราย เหมือนลมในลูกโป่ง เหมือน
ไฟที่เขาจุดเทียนเล่น ฉะนั้นเมื่อแยกกันแล้วมันไม่มีชีวิต มันไม่มีอะไร แต่
ธรรมชาติเอามารวมกัน มาเกาะกัน เรียกว่าภูตรูป มาเกาะรวมกัน พอดิน น้ำ
ลม ไฟ มาเกาะรวมกันปุ๊บร่างกายมนุษย์หรือรูปขันธ์ รูปขันธ์คือรูปร่างกาย
มนุษย์ก็เหมือนรถยนต์ หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี บอกว่าเปรียบเหมือนกับ
รถยนต์ แขนสองแขนเหมือนล้อหน้า ขาก็เหมือนล้อหลัง ร่างกายเราก็
เหมือนตัวรถ ตัวจิตคือคนขับ เพราะฉะนั้นเดิมมานี้ ดิน น้ำ ลม ไฟ มาเกาะ
กันเฉย ๆ ส่วนประกอบของเราจากดิน น้ำ ลม ไฟ เป็นธาตุกำมะถันที่มาเกาะกัน
นี้ ดิน น้ำ ลม ไฟ ไม่มีชีวิต มาเกาะกันจนเป็นรถ ก็รถที่จอดนิ่ง ๆ เหมือนรถยนต์
ที่จอดนิ่ง ๆ หาคนขับไม่ได้ หลวงปู่เทสก์บอกว่ามีจิตปฏิสนธิวิญญาณ จิตพา
ปฏิสนธิวิญญาณตัวรับรู้ตัวจะต้องมาเกิดเข้ามาในร่างกาย แต่ตอน ๗ -๘ เดือน
มีวิญญาณเข้าร่างก็กลายเป็นท้อง อยู่ในท้องแม่  เข้าไปในตัวของเด็ก เหมือน
กับกำเนิดกุมาร เพราะฉะนั้นจิตปฏิสนธิวิญญาณเข้าไปปุ๊บก็จะมีหัวใจดวงหนึ่ง
เต้นมาละ หัวใจแม่ก็เต้นตุบตับแล้ว จิตวิญญาณเข้าร่าง เสร็จแล้วก็เลยแยก
เซลล์เหมือนกับรถคนเข้าไปขับก็สตาร์ทเครื่อง ตรงสตาร์ทนั้นก็เหมือนหัวใจด็ก
ที่เต้นแล้ว  เพราะฉะนั้นเมื่อ สตาทร์เครื่องปุ๊บน้ำมันหล่อลื่นหรืออะไรก็ตาม
เมื่อเทียบกับร่างกายมนุษย์ก็คือ อาหารใหม่อาหารเก่าที่ถูกย่อยนั่นเอง ก็เหมือน
น้ำมัน ก็วิ่งไป พอวิ่งไปปุ๊บก็ เคลื่อนที่ ฉะนั้นรถนั้นเคลื่อนที่สั้น ๆ แต่มนุษย์
เคลื่อนที่หรือกำลังวิ่งอย่างนี้ ไม่เกิน ๑๐๐ ปี เมื่อรถหยุดมนุษย์ก็ต้องหยุด เมื่อ
หยุดปุ๊บ มนุษย์ประกอบด้วยดิน น้ำ ลม ไฟ ถ้าไม่คิดจิตปฏิสนธิวิญญาณ มันก็
เป็นสิ่งไม่มีชีวิตก็ต้องทิ้งมันไป เพราะฉะนั้นเรามาจากสิ่งไม่มีชีวิต สุดท้ายเราก็
กลับไปสู่ศพ ก็คือการ ไม่มีชีวิตสิ่งไม่มีชีวิตอีกแล้ว แต่ก่อนที่เราจะไปสู่สิ่งไม่มี
ชีวิตนั่นเอง มันมีตัวหนึ่งก็คือ จิตปฏิสนธิวิญญาณ หรือที่เราเรียกว่าตัวธาตุรู้
ถ้าเราเรียนรู้จิต เข้าใจจิตมาก ในที่สุดเราดับจิตของเราให้เรียบร้อยก่อน ดับไม่
ให้เหลือทางจิต ไม่ปรุงแต่งอะไร ไม่นึกคิดอะไร และไม่มีความคิดความ อ่าน
อะไร หายไปเลย กลายเป็นพระธรรม หรือเป็นธรรมชาติอย่างเดียวกัน ร่างกาย
มาจากสิ่งไม่มีชีวิตคือ  ดิน น้ำ ลม ไฟ สุดท้ายต่อให้มันเคลื่อนไหวหรือไม่
เคลื่อนไหว เหมือนรถที่วิ่งเราก็ต้องหยุด คือเราตาย ดิน น้ำ ลม ไฟ ก็ต้องคืน
ธรรมชาติ ตัวจิตตัวเดียวที่ต้องทำให้สะอาด หรือทำให้มันเข้าสุญโญ
นิพพานังปรมังสุญญัง นิพพานนั้นคือความว่างอย่างยิ่ง ที่วัดป่าบ้านตาด
ได้กล่าวไว้ก็คือ หนึ่ง - ว่างแบบเข้าฌานที่สี่ก่อน เข้าฌานที่สี่ผ่าน ๑- ๒ - ๓
ให้เป็น จะว่าตามตำราก็ว่าไป แต่อาการของมันก็คือเมื่อเข้าไปกับฌานที่ ๑ 
หรือตกกระแสฌานแล้วถ้า ไม่ท้อถอย ทำสม่ำเสมอ มันก็จะไหลเข้าไปจน
ถึงฌานที่ ๔ ฌานที่ ๔ คือทำให้เกิดความว่างเปล่าเพราะอยู่ในฌาน เหมือน
คนตกเหวลึก ๆ มองไม่เห็นอะไรแล้วก็หายไปหมด ทุกอย่างราบเรียบเป็นหน้า
กองเท่าเทียมกันหมด แต่นั่นก็เหมือนกับสมาธิกบดาน  สมาธิจระเข้ หรือ
สมาธิที่นิ่งอยู่เฉย ๆ เรียกว่าสมถะสูง สุด เข้าฌานที่ ๔ ก็สู่ความว่างอย่างหนึ่ง
ความสว่างอย่างที่ ๒ ก็คือมาพิจารณาเห็นว่าร่างกายเรา รูป เวทนา สัญญา
สังขาร วิญญาณ รูปก็คือรูปร่างกาย อาการ ๓๒ ผม ขน เล็บ หนัง ตับ ไต
ไส้ พุง
ส่วนเวทนาความรู้สึก สุข ทุกข์ ความไม่สุข ไม่ทุกข์ อะไรก็ตาม
เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป สัญญาความจดจำต่าง ๆ เคยจำแล้วก็เคยเกิดขึ้น
ตั้งอยู่ ดับไป สังขารการปรุบแต่ง ปรุงแต่งอยู่แล้วปรุงแต่งให้มันอยู่ แล้วก็
วางมันไว้ วิญญาณตัวรับรู้ รับรู้แล้วก็วางไว้ เพราะฉะนั้นพวกนี้ในที่สุดเมื่อ
วาง ๆ หมดไม่มีอะไรอยู่ ขันธ์ ๕ ดิน น้ำ ลม ไฟ มีแต่ ความรู้สึก แล้ว
ในที่สุดเกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วก็ดับไป เพราะฉะนั้นทุกส่วนดับไปตั้งแต่รูปกับนาม
รูปก็คือร่างกาย ร่างกายก็คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ
ดิน น้ำ ลม ไฟ ไม่มีชีวิตมาก่อน
ส่วนนามก็คือเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ๔ ตัวนี้ เกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วดับไป
มันดับแล้ว แล้วความรู้สึกต่าง ๆ จะไปตั้งอยู่กับอะไร เมื่อมันมีแต่ความว่างเปล่า
วิธีนี้เป็นวิธีที่ทำได้ดีและแน่นอนก็คือ คำสอนของท่านพุทธทาสภิกขุ สำนักนี้
จะสอนเกี่ยวกับโสดาบันได้สูงสุดก็คือ ขันธ์ เวทนา สัญญา สังขาร เกี่ยวกับ
ความสว่าง เจ้าอาวาสวัดป่าบ้านตาดบอกว่าความว่างที่ถูกต้องของ
พระพุทธเจ้าคือ ปล่อยให้มันว่างตั้งแต่ฌานที่ ๔ แล้ววางขันธ์ได้ด้วย ที่คุณ
ว่างไปสองครั้งนั้นปล่อยวางว่างให้ได้ คือว่างมาสองเที่ยวแล้ว เหตุที่มันจะ
ไม่ว่างเพราะไประบุว่ามันว่าง เพราะฉะนั้นคุณต้องวางว่างสองตัวนี้ให้สำเร็จ
แล้วนั่นจึงจะเป็นการที่คุณเข้า นิพพานังปรมังสุญโญ ที่แท้จริงได้

           เวลาฝึกของสายปฏิบัตินี้ก็คือว่า อย่าให้มันเหลืออะไร ต้องไม่เหลือ
อะไร ตราบใดคุณจะเหลือฝ่ายดีหรือฝ่ายไม่ดี ฝ่ายดำธรรมะดำ ธรรมะขาว ถ้ายัง
เหลืออยู่มันก็มีทางหมด ที่แท้จริงมันก็เป็นขั้นตอน บางคนเอาแค่ขั้นธรรมะขาว
แต่ผู้ที่ไปจนสุดแล้วไม่มีทั้งธรรมะดำ ธรรมะขาว ธรรมะผสม หรืออะไรทั้งสิ้น
ในที่สุดก็ไม่มีอะไรเหลือ ไม่มีตำนงตำแหน่ง ไม่มียศถาบรรดาศักดิ์ ไม่มีกาม
ตัณหา ภวตัณหา และวิภวตัณหา คนที่ละวิภวตัณหาส่วนใหญ่ก็มีสายเรา เพราะ
สายเรามองปฏิกูลหรือความไม่สวยงามเป็นหลัก เพราะฉะนั้นเราก็เกิดความ
รังเกียจ หลวงปู่ดูลย์มักพูดเสมอว่าสุดท้ายเราควรจะละวิภวตัณหาเป็นหลัก
และเข้าบรรลุเป็นอัญญบุคคลเสียที แต่จริง ๆ แล้วคนที่บรรลุจริง ๆ ทั้งกาม
ตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา หรืออะไรทั้งหมดมันไม่เคยจะต้องมีหรือเป็น
มันว่างหมดแหละ มันว่างเปล่าหมด ฉะนั้นพรหมจรรย์จะบริสุทธิ์หรือไม่บริสุทธิ์
คุณจะฝึกเองไม่ฝึกเองหรืออะไรนั้น สำหรับคนที่ถึงแล้วก็ไม่เหลืออะไรให้ทำ
เมื่อไม่เหลืออะไรให้ทำ สูงสุดมาหาต่ำสุดก็คือไม่มีอะไรจะต้องรู้ ไม่มีอะไรจะ
ต้องสอน ธาตุจะจบไม่จบไม่เกี่ยวกับธาตุ มันเลยไปแล้ว แต่บางทีพวกเรา
เหมือนจะยังไม่ค่อยจะเลย ขอชาติสุดท้าย ขอมีอันนั้น
ก็เลยเขียนเป็น
ตำรับตำรา...

เมื่อระวังใจได้สำเร็จก็จะล้างใจได้สำเร็จก็จะกลายเป็นผู้บรรลุธรรมสูงสุด..
หลวงพ่อไม่เคยคิดว่าจะมีจริงหรือไม่มีจริงแต่ตัวหลวงพ่อเองพอเข้าใจ
ธรรมะไปมากๆ
หรือนั่งสมาธิมากๆถึงระดับหนึ่งแล้ว

.....จริง ๆ แล้วที่เราเรียนกันอยู่อ่านกันอยู่ในปัจจุบันก็คือสมมุติ สมมุติสัจจะ
ความจริงของการสมมุติ แต่ผู้ที่บรรลุแล้วปรมัตถธรรมนั้นไม่มีสมมุติ คือละ
วางสมมุติ เมื่อคุณละวางสมมุติคุณก็ไม่มีภาษาไทย จีน อังกฤษ ไม่มีภาษา
เหนือ ใต้ อีสาน ไม่มีภาษา ธรรมะจริง ๆ กว้างใหญ่ไพศาลกว่าคำพูด มากกว่า
คำพูด คำพูดให้เราแยกออกมาจากธรรมะที่แท้จริง แยกตัวออกมา ที่แย่กว่านั้น
คือตัวหนังสือมันจำกัด ๔๔ ตัว กับสระ ๒๑ รูป บีบให้เข้าหาธรรมะ โดยที่ว่ามัน
ห่างไปสองทบ ทบแรกก็คือภาษา ภาษาบีบให้เราอยู่ในขอบเขตจำกัด แล้วมา
เป็นภาษาพูด เช่น ภาษาไทย ภาษาจีน ภาษาอังกฤษ ภาษาเยอรมัน ก็ยังมี
ขอบเขตจำกัดในภาษาที่พูดกัน สื่อสารกัน ที่แท้จริงธรรมะเหนือภาษา
การสื่อสารด้วยภาษาและเหนือกว่าคำพูดที่พูดกัน มันอยู่ของมันเป็นธรรมารมณ์
หรือธรรมชาติของมันนั่นเอง ซึ่งหลวงพ่อชาก็บอกว่า เหนือเหตุเหนือผลอะไร
พวกนี้มันสูงมาก คือไม่ต้องมีอะไรมาใช้มัน แต่ก็ต้องใช้วิธีพื้น ๆ เป็นหลัก ใช้
วิธีพื้น ๆ ไปหามัน เพราะฉะนั้นผู้แสวงหาและผู้พยายามศึกษาอย่างจริงจัง
หมายความว่าปฏิบัติเอาจริงเอาจังกับมันแล้วก็ควรที่จะทำให้มันหนักแน่น แต่คน
ส่วนใหญ่ชอบฟัง และบางทีชอบอธิบายชอบพูดจากการที่ตัวเองอ่านมา แต่ไม่
ชอบทำ ปากพูดว่าจะทำแล้วไม่เคยไปทำ แต่คนที่ทำมักจะไม่พูด คือลงมือเลย
และไม่ค่อยพูด แต่คนที่พูดอยู่แสดงว่ายังไม่ค่อยได้ทำ  เพราะฉะนั้นจึงเป็น
ธรรมดาที่ไม่ว่าใครก็ตามที่สอนคนแล้วกำลังพูดอยู่แต่ว่าเขายังไม่ได้ทำ ถ้า
เขาเลิกพูดเมื่อไหร่เขาอาจจะทำก็ได้
 

จริง ๆ แล้วเป็นพระป่าพระเขาแล้วสายนี้โดยตรงไม่ค่อยอยากอยู่ในสังคม
แต่คนอ่านจะเข้าใจได้ว่า พระเหล่านี้เป็นพระที่ไม่อยากออกสังคม
ไม่อยาก
จะคุยเรื่องสังคม ท่านมีภูมิ แต่ภูมิของท่านอยู่ในขั้นที่เป็นตัวเอง

          มันเคยมีความแปลกเกิดขึ้น
อยู่หลายกรณี เช่น ตอนที่เป็นนิสิต
นักศึกษาในมหาลัยเกษตรศาสตร์
เกี่ยวกับดนตรีลูกทุ่งวงดาวกระจุย
ทางนี้ก็เป็นทางโลกมากกว่าจะเป็น
ทางธรรม แต่ว่าโลกกับธรรมมันอยู่
ด้วยกันอยู่แล้ว ทีนี้การระลึกชาติแล้ว
ก็ความรู้เห็นเกี่ยวกับจิตของคนอื่เป็น
ไปได้ไหม ทางโลกก็มีวิชาจิตวิทยา
สอนกันอยู่แล้ว แต่จริง ๆ แล้วความ
สัมผัสหรือประสาทที่ ๖ ที่ทางโลก
กำลังค้นคว้า ทางสายกรรมฐานนั้น
เมื่อได้ระดับหนึ่ง ไม่ว่าระดับไปทาง
ฌาน ๑
๔ มองเห็นคน
หรืออะไรปุ๊บก็สามารถที่จะรู้วาระของเขา เช่น เคยมีเรื่องเกี่ยวกับพระได้
กรรมฐานจากพระพุทธเจ้าแล้วก็ยังนั่งพิจารณาโดยใช้กายคตาสติ ๓๒ อะยัง
โข เม กา โย - กายของเรานี้แล อุทธัง ปาทะตะลา - เบื้องบนแต่พื้นเท้าขึ้นมา
คือพิจารณากายคตาสติอาการ ๓๒ ของร่างกาย แล้วมีเมียผู้ใหญ่บ้านถามว่า
พระทำอะไรกันหรือ บอกว่าพระท่องภาวนาสาธยายเกี่ยวกับร่างกาย คฤหัสถ์
ฝึกได้ไหมหรือว่าฝึกได้เฉพาะพระภิกษุ พระตอบว่าได้ปรากฏว่าด้วยบารมีอะไร
ไม่รู้ เมียผู้ใหญ่บรรลุธรรมกลายเป็นอนาคามี การท่านบรรลุธรรมหรือสมาธิเข้า
ยังไงก็ตาม เพราะทางโลกคงเข้าใจยาก ปรากฏว่าท่านนึกไปถึงพระองค์ที่
แนะนำหรืออะไร กำลังทำสมาธิอยู่ก็ได้ยินเสียงในใจว่า...โอ้ ถ้าได้ฉันอาหาร
ปลานึ่งอย่างนี้ ๆ นะจะทำให้ธาตุเดินสะดวก คือนึกไว้ในใจ เขาก็จะได้ยินเสียง
ก้องอยู่ในหู แล้วเขาก็จะจับได้ไง ก็นำไปส่ง แต่พระที่ยังไม่บรรลุต่างหากที่
ตกใจ เฮ้ย...รู้ได้ยังไง เรานึกอยู่ในใจทำไมเขารู้เรื่องและเอามาส่งให้เราได้
เข้าหาพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าก็ให้กลับไปที่เดิมจะได้ระวังใจได้สำเร็จ
เมื่อระวังใจได้สำเร็จก็จะล้างใจได้สำเร็จ ก็จะกลายเป็นผู้บรรลุธรรมสูงสุด...
หลวงพ่อไม่เคยคิดว่าจะมีจริงหรือไม่มีจริง แต่ตัวหลวงพ่อเองพอเข้าใจธรรมะ
ไปมาก ๆ หรือนั่งสมาธิมาก ๆ ถึงระดับหนึ่งแล้ว ระหว่างที่ใส่บาตรมองโยม
โยมนึกอยู่ในใจได้ยินเสียงเต็มก้องหูเลยอ้าว...มึงจะไปนอกเหรอ โอ้โห
นี่จะไปไต้หวันเชียวเหรอ หลวงพ่อรู้ได้ยังไงผมนึกอยู่ในใจ คือได้ยินเสียง
เต็มก้องหูเลย ฉะนั้นบางทีมันมาในลักษณะที่เข้าหู หรือวิธีที่สองมองไป
ข้างหน้าปุ๊บ อ๋อ คนนี้มันต้องการเรื่องนั้นเรื่องนี้ กับรู้โดยวิธีคล้าย ๆ มีอะไร
สั่นบอกอยู่ ว่ามันเป็นอย่างนี้นะ บางทีหลวงพ่อบอกว่า เนี่ยไปขอตำแหน่ง
เจ้าอาวาสวัด คอยเฝ้าวัดอยู่ที่ จ.สกลนคร ขอไปทำไมร่างกายยังมีโรค
ประจำตัวอยู่ คือมองปุ๊บเห็นว่ามีโรคประจำตัวและจะต้องเสียชีวิตในกุฏิ
ก็บอกโยมวันไหนเข้าไม่ไปบิณฑบาตไปดูที่กุฏิด้วยนะ ไปดูเขาหน่อย เขาจะ
ต้องเสียชีวิต แล้วเขาก็เสียชีวิตโดนไฟช็อตตกสระน้ำ หลวงพ่อรู้ได้ยังไง
คือบางทีมันมองแล้วคล้าย ๆ เป็นอัตโนมัติ เป็นธรรมชาติปกติของเราที่มองปุ๊บ
เออ...คนนี้น่าจะไป แต่น่าจะเป็นไปได้ว่าเฉพาะผู้ที่อยู่ในภูมิสาวกนี้เป็นเฉพาะ
ผู้ที่เคยมีความสัมพันธ์กันมาก่อน แต่ถ้าอยู่ในภูมิของพระโพธิสัตว์หรือเป็น
พระพุทธเจ้าองค์ต่อไปมันน่าจะกว้างกว่านี้ แต่ตอนที่ท่านเป็นพระโพธิสัตว์
หวังจะเป็นพระพุทธเจ้านี้ ท่านคงมองคนที่ไม่สัมพันธ์กันได้ยากเหมือนกัน
เพราะท่านยังไม่ได้บรรลุอะไร แต่พระพุทธเจ้ามองได้เกินกว่าสาวก แต่สาวก
นั้นทำได้เฉพาะผู้ที่เคยมีความเกี่ยวข้อง มีเวรมีกรรมกันมาก่อน จึงจะได้เห็น
กันถึงระดับนั้น ยิ่งไปกว่านั้นก็คือว่าเราจะต้องพยายามสร้างให้ผู้ที่เริ่มอ่าน
ว่าต้องการให้หนังสือหรือพระที่คุณยกย่องสรรเสริญหรือพระที่ดีในการปฏิบัติ
ควรจะเป็นพระยังไงที่คุณสนใจ ซึ่งส่วนใหญ่ในปัจจุบันก็จะตอบ...ขอให้พูดเก่ง
เหมือนกับ ว.วชิรเมธี หรือพระพรหมคุณาภรณ์ (ประยุทธ์ ปยุตฺโต) หรืออะไรที่
ฟังให้มันแปลก ๆ บ้าง มันก็เป็นแค่กระแสสังคม 
 

 

 

 

 

 

 

แต่ที่แท้จริงในยุคปัจจุบันนี้ บางทีเรามีความจำเป็นจะต้องถามข้อมูลอะไร
จากพวกที่เรียนหนังสือ พวกอยู่กับคอมพิวเตอร์ หรืออะไรพวกนี้ คือเคยคิดว่า
ทำยังไงหนอข้อมูลธรรมะให้เหมือนกับข่าวที่เข้าไปในมือถือได้เริ่มจากอ่าน
หรืออะไรก็ได้ แต่จุดเด่นของธรรมะยังไม่มีที่จะให้โยมดึงไปใช้ ธรรมะของ
พระพุทธเจ้าตัวไหนเป็นจุดเด่นหรือเป็นตัวดึงให้คนหันมาสนใจ หันมาทำจุดนี้
หาได้ยากมาก สุดท้ายถ้างั้นทำแบบพุทธกาลดีกว่า ใครก็ตามอยากจะเรียนรู้
ว่าอะไรเป็นหนึ่งไม่มีสอง แบบพระสารีบุตรถาม หรืออยากจะรู้อะไรก็
เข้ามา
บวช แต่ปัจจุบันคนไม่เข้าวัดเพื่อจะมารู้เรื่องพวกนี้ แต่กับคนในวัดเอาออกไป
เผยแพร่ จนคนไม่คิดจะเข้าวัด  เพราะฉะนั้นไม่เห็นจำเป็นจะต้องมีวัดอะไรมาก
มายตามความรู้สึก นอกจากสร้างพิธีกรรม  เพราะฉะนั้นถึงแม้ว่าการปฏิบัติเป็น
ส่วนหนึ่งของการดำรงเพศสมณะหรือเป็นพระ แต่สมัยหนึ่งครั้งหนึ่งมันเคยใหญ่
เคยเป็นจุดหลัก ปัจจุบันอาจจะด้อยไปบ้าง มีปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ เกิดขึ้นแล้ว
ก็ตาม ผลของการปฏิเวธ ช่วงปฏิบัติต่อปฏิเวธเคยเกิดขึ้นมามากกว่าฝ่ายปริยัติ
แต่ปัจจุบันนี้ปริยัติหนักมากคือเป็นมหาวิทยาลัย และอีกอย่างหนึ่งคือสื่อเข้ามา
เยอะแยะ มีวิธีการของผู้ปฏิบัติที่เทียบได้ง่าย ก็คือว่าสื่อที่มีเทคโนโลยีมาก
ขนาดไหน แต่คนที่ฝึกได้ดีและอาจจะได้ผลบ้างไม่ต้องใช้สื่อ เพราะตัวเอง
เป็นสื่อซะเอง และอาจจะดีกว่าสื่อด้วย เพราะฉะนั้นจุดตรงนี้เองเป็นจุดที่
สำคัญ และที่สำคัญที่สุดก็คือ รักษารูปแบบเหมือนหลวงพ่อโลกทิพย์มันจะหด
ตัวลง นาน ๆ ทำทีโอเค มีคนมา อย่างเราต้องดูจากลักษณะ ก็คือทุกครั้งเท่า
ที่สังเกตดูจากการตลาด มันเหมือนเทศกาลดนตรีที่เขาใหญ่ วงนั้นมาวงนี้มา
คนจะไปรวมกันเยอะ ฉะนั้นธรรมะเราก็จะดึงคล้าย ๆ อย่างนี้ อย่างวิธีแรก

แจ้ ดนุพล แก้วกาญจน์ เคยทำกับพระพยอม ตอนออกคอนเสิร์ตพระพะยอม
ขอตามแจ้ไปด้วย เพราะฉะนั้นก่อนที่แจ้จะเปิดคอนเสิร์ต ๕ นาที พระพยอม
คุยธรรมะ ๕ นาที ลักษณะนั้นน่าจะฟื้นมาได้บ้าง แต่ว่าไม่จำเป็นต้องเป็น
เหมือนพระพยอมที่เป็นพระปริยัติ เป็นสายกรรมฐานที่มีรูปแบบที่ออกจะทันสมัย
หน่อย หมายความว่าก้าวหน้าไปอีกสักขั้นก็ได้ ลักษณะให้ดูดีหน่อย อุปกรณ์
เสริมอุปกรณ์ช่วยดูดี เราอาจจะไม่ใช้ตู้เลยก็ได้ ใช้เป็นจอ มีความจำเป็นที่จะมี
สื่อธรรมะที่ออกจอ ดูแล้วไม่ใช่สิ่งล้าสมัย พยายามออกทางเว็บไซต์แต่ยังหา
คนที่จะทำทางนี้ไม่ค่อยได้ เพราะส่วนใหญ่เขาทำทางโลก คนที่ทำแนวนี้หรือ
คนที่นับถือก็ไม่ค่อยทันสมัย ตรงนี้ก็ต้องยอมรับ ไม่ใช่หัวไอคิวสูงที่จะมาทำ
ตรงนี้ให้ ถึงแม้จะมีพวกยอมมาทำนั่นก็ไม่รู้ซะอีก ไอ้พวกหัวสูงทางด้านเทค
โนโลยีก็ไม่เข้าใจธรรมะ ฉะนั้นเป็นไปได้ที่ต้องประสานงานกันระหว่างพวกที่
เข้าใจแล้วและเอาบุคลากรที่ดีเข้ามา แล้วมีสิ่งแวดล้อมดูดีจัดสถานที่สักแห่ง
หนึ่งเป็นที่สำหรับใส่เรื่องราวของพระ มีเกมส์ ให้เล่น มีเกมส์ท่องเที่ยว มีการ
ให้แต้มให้อะไรแล้วได้รับรางวัล ก็น่าจะก้าวหน้าได้ดี เพียงแต่ว่าบุคลากรที่จะ
สร้างตรงนี้ไม่ดี ทำให้เสื่อมลง

          คราวนี้ทางเราจะไปยังไง เดิมพื้นฐานมันดี
มันเหมือนเพชร แต่อยู่ ๆ ไปมันเหมือนกับถูกกองขยะ
กระดาษมันทับ มีแต่หนังสือผี หนังสือใบ้หวย ที่ขาย
กันเกลื่อน ฉะนั้นของเราก็ต้องรู้จักดัดแปลง จริง ๆ 
คนเขาอยากรู้ธรรมะแต่ไม่ต้องการมาก คนในสังคมนี้
ไม่ต้องการรู้ลึกแบบพวกไปอยู่ป่าอยู่เขาหรือบวช หนึ่ง – รูปแบบ สอง - พระ
ที่บวชแล้ว พรรษาจะมากจะน้อยมักอยากจะอวดอ้าง แทนที่คนมีภูมิแล้วจะ
ถ่อมตน เพราะฉะนั้นนี่คือความแตกต่าง แต่เขาจะไม่อวดอ้างก็ไม่ได้ เพราะ
อยู่ช่วงโปรโมชั่น คือโปรโมท โปรโมทเสร็จแล้วก็เรียกศรัทธาชาวบ้าน พอได้
ศรัทธาชาวบ้านมาก็สร้างผลประโยชน์ จึงจะดำรงอยู่ได้ แต่บางคนสร้างมาก
เกินไปเลยสึกแล้วเอาทรัพย์สินไปด้วย
ตอนนี้เป็นไปได้ก็คือว่าพยายามเขียน
ให้คนอ่านหรือว่าให้คนที่ศึกษาว่ามองพระนี้หน่อยเถอะ เขาบวชเข้ามานี้บวช
อย่างไร บวชตามเพื่อน บวชหนีภัย หรือบวชเพราะอะไร ส่วนที่บวชเพื่อหลุด
พ้นนั้นนี้ไม่มาก ตามที่โลกทิพย์พยายามจะขยายออกมานี้มีไม่มาก มีไม่มาก
มีไม่พอผู้ปฏิบัติให้ได้ผลก็ยิ่งน้อยลงไปอีก เป็นเพราะอะไร เพราะเห็นมีสื่อก็
อยากจะเข้าหาสื่อ เพื่อโฆษณาให้ที จะได้ดัง แต่แท้จริงไม่ใช่เรื่องพระที่ดี
ไม่ต้องการสื่อหรอก

      หลวงพ่อธรรมงามเคยบอกว่าขิงกับข่าอยู่ในครัว ไปยุ่งกับมันทำไม
จริงไหม? เพราะฉะนั้นมันเป็นการเตือนว่า อะไรบางอย่างควรจะแยกแยะ
ไม่ใช่ตีมั่วเหมือนในยุคปัจจุบัน ควรจะแยกแยะบ้าง ตอนนี้อะไรก็มั่วกันหมด
ฉะนั้นถึงเวลาหรือยังที่จะให้เขารู้จักแยกแยะกันบ้าง อะไรเป็นอะไร อยู่ข้างไหน
หัดแยกแยะกันนะ ใครเป็นใคร ต้องมีสิ่งดึงดูด มีแจกของ ออกใบแจกของเยอะ วัตถุมงคลของขลังเขาก็มีมากพอสมควรอยู่เหมือนกัน แล้วมีอะไรที่จะเป็นหลักสูตรทางธรรมได้บ้าง เน้นพุทธ ๘๐
% ๑๐ % คริสต์ ๑๐ % อิสลาม ให้ข้อมูลปรัชญาโฟซี่ ปรัชญาอิสลาม หาคนมีความรู้เขียนได้ไหม คิดว่ามันถึงเวลาที่เราจะให้หนังสือเป็นของทุกคน ทริปที่จะลงนี้หลวงพ่อคิดว่าจะลงสัมภาษณ์แล้วคุยกันคนแรกเลยอัญชลี จงคดีกิจ นักร้องหนึ่งเดียวคนนี้ แล้วก็หาดารานักแสดที่นับถืออิสลาม ถ้ามีพวกวัยรุ่นหน่อยก็น่าไปถามไถ่แล้วเอามาลง พวกนี้ไม่ถึงกับเชียร์ศาสนาเขาแต่ให้เห็นข้อดีและมีประโยชน์อย่างไร ถ้าหากเรารวมพวกเขาได้ในหนังสือของเรา โดยมีพุทธเป็นหลัก ก็เหมือนกับไปด้วยกัน เพื่อนกัน ถ้าเราไม่มีพอนาน ๆ เข้าเขาจะดูหนังสือเราเหมือนเป็นฝ่ายเสื้อเหลือง เสื้อแดง อย่างเดียว ไม่ผสมกันทุกส่วน ก็ต้องมีของคนอื่นบ้าง ซึ่งพวกนี้อย่าไปหาจากสุเหร่าหรือจากชาวบ้าน ให้หากับพวกนักศึกษาที่เรียน พวกเรียนมนุษย์ศาสตร์ สังคมศาสตร์ พวกที่เกี่ยวกับหลักศาสนา ปรัชญา เขียนแล้วก็มีภาพประกอบ ภาพเยอะไว้ก่อนเลยเนื้อให้น้อย เพราะเดี๋ยวก็กดหาได้ในอินเตอร์เน็ตแล้ว จริง ๆ แล้วเป็นพระป่าพระเขาแล้วสายนี้โดยตรงไม่ค่อยอยากอยู่ในสังคม แต่คนอ่านจะเข้าใจได้ว่าพระเหล่านี้เป็นพระที่ไม่อยากออกสังคม ไม่อยากจะคุยเรื่องสังคม ท่านมีภูมิ แต่ภูมิชองท่านอยู่ในขั้นที่เป็นตัวเอง

       ที่เล่ามาเป็นประวัติศาสตร์ส่วนหนึ่ง และประสบการณ์ส่วนหนึ่ง ไม่เกี่ยวกับ
ผู้ที่จะอยู่ ฉะนั้นผู้ที่อยู่นั้นจะมีปัญหาแต่ละขณะต่างกัน บางคนเป็นเพราะลูก เป็น
เพราะแฟน ซึ่งแต่ละคนมีปัญหาไม่เท่ากัน ก็พยายามบอกทุกคนว่า ทุกคนมีปัญหาแน่นอน และทุกคนมีปัญหาไม่เท่ากัน แต่ถ้าต้องการข้อมูล ต้องการถามไถ่ หรือหาคำแนะนำอะไรบางอย่างเพื่อความสบายใจ คุยกับพระก็คุยได้ แต่แท้จริงไม่ควรเอาเรื่องทางโลกมาบอกกับพระ ควรจะเป็นเรื่องที่ตัวเองค้นคว้าหา หรือทำยังไงที่จะให้หนังสือออกมาในแนวที่ว่าเฉพาะผู้ที่อ่านอยากจะค้นคว้าเรื่องทางด้านธรรมะ ไม่เกี่ยวกับทางโลกนัก แต่อธิบายทางโลกได้...

(อ่านต่อตอนจบ)

 

วัตถุมงคล