นับเป็นโอกาสพิเศษ คือการได้พบกับหลวงพ่อธรรมงาม (พระครูธรรมธร
โสภณธมฺม โสภโณ) อีกครั้งหนึ่ง ซึ่งจากที่เคยได้ติดต่อกันมานาน แล้ว
อยู่ ๆ หลวงพ่อท่านก็ได้หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย ซึ่งลูกศิษย์ต่างก็พา
กันตามหาแต่ก็ไม่มีใครได้พบท่าน แต่ในวันนี้ท่านได้กลับมาปรากฎตัว
และมาโปรดญาติโยมกันอีกครั้งหนึ่ง โดยท่านได้เล่าเรื่องราวต่าง ๆ
ให้ฟังดังนี้
 

ประวัติโดยสังเขป

         พระครูธรรมธรโสภณ ธมฺมโสภโณ หรือหลวงพ่อธรรมงาม เกิดเมื่อ
วันเสาร์ ๒๘ สิงหาคม พ.ศ.๒๔๙๗ ตรงกับวันแรม ๑๕ ค่ำเดือน ๙ ปีมะเมีย
โยมเตี่ยชื่อ นายอื่อเอ่งลิ้ม แซ่เบ๊ เป็นชาวจีนแท้จากแผ่นดินใหญ่ โยมแม่ชื่อ
นางซกเอ่ง แซ่ตั้ง ภายหลังเปลี่ยนชื่อและนามสกุลเป็นนางประไพ
กนกลัดดากุล หลวงพ่อท่านเป็นพระธุดงค์ชาวจีน เกิดในตระกูลแซ่อู๋ แล้ว
เปลี่ยนนามสกุลเป็นสัมฤทธิ์ศิริกุล โยมเตี่ยเป็นชาวจีนแท้มาจากผืนแผ่น
ดินใหญ่ สถานที่เกิดคือบ้านเลขที่ ๔๖ ถนนเสน่หานุสรณ์ ตำบลทุ่งหาดใหญ่
อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา มี่พี่น้อง (รวมท่านด้วย) ทั้งหมด ๘ คน
๑.  นางพิทยากพร สัมฤทธิ์ศิริกุล (แต่งงานกับ Mr.Edwin  Rodriguez
ชาวเปอร์โตริโก้ ปัจจุบัน อาศัยอยู่ที่นิวยอร์ก สหรัฐ)
๒. นางลัดดาวัลย์ สัมฤทธิ์ศิริกุล (แต่งงานกับ Mr.Klebanoff ชาวรัสเซีย)
๓. นายเกียรติชัย สัมฤทธิ์ศิริกุล (แต่งงานกับ Mrs.Linda ชาวฟิลิปปินส์)
๔. พระธุดงค์ “หลวงพ่อธรรมงาม” (หรือพระครูธรรมธรโสภณ ธมฺมโสภโณ)
๕. น.ส.ศิริพร สัมฤทธิ์ศิริกุล (มีถิ่นฐานอยู่สหรัฐฯ)
๖. นางอัมพร สัมฤทธิ์ศิริกุล (แต่งงานกับนายอดิศักดิ์ พูตระกูล)
๗. นางกนกพร สัมฤทธิ์ศิริกุล (แต่งงานกับ Mr.Mark ชาวยิว อิสราเอล)
๘. นางละเอียด สัมฤทธิ์ศิริกุล (แต่งงานกับนายนิเวศน์ เจียมจิตพลชัย)
    (ปัจจุบันโยมเตี่ย โยมแม่และพี่น้องทั้งหมดพำนักอาศัยอยู่ในประเทศ
สหรัฐอเมริกา มีแต่หลวงพ่อเพียงรูปเดียวที่จาริกธุดงค์อยู่ในประเทศไทย)
    หลังจากที่หลวงพ่อท่านบวชจาริกธุดงค์ได้ ๒-๓ พรรษา ทางบ้านตระกูล
ชาวจีนแซ่แบ๊และแซ่ตั้ง ไประชุมญาติพี่น้อง ตัดญาติและงดช่วยเหลือหรือ
ติดต่อทุกทางกับพระธุดงค์หลวงพ่อธรรมงาม จนบัดนี้
 

การศึกษา
        หลวงพ่อธรรมงามเริ่มเข้าเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑ ที่โรงเรียน
แสงทองวิทยา อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา (นับถือคริสต์นักบุญโดมินิก)
แล้วมาต่อ ๒ ชั้นควบ คือชั้นประถมศึกษาปีที่ ๒-๓ ที่โรงเรียนประเสริฐวิทยา
นางเลิ้ง เขตป้อมปรามศัตรูพ่าย กรุงเทพฯ จนจบประถมศึกษาปีที่ ๗
(ปัจจุบันโรงเรียนนี้ยกเลิกไปแล้ว) มีเหตุการณ์สำคัญเป็นลางบอกเหตุ
คือการล้อเลียนพระสวดมนต์ โดยใช้ไม้กวาดห้องแทนตาลปัตรพระและ
ได้รับบทเป็น “เจ้าชายสิทธัตถะ”ตอนหนีออกบวชขณะกำลังศึกษาอยู่ชั้น
ประถมศึกษาปีที่ ๕
        ต่อมาท่านได้ศึกษาต่อชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๑-๕ แผนกวิทย์ ที่โรงเรียน
สันติราษฎร์บำรุง พญาไท กรุงเทพฯ ได้รับหน้าที่เป็นผู้ช่วยบรรณารักษ์
ห้องสมุด และร่วมงานต่อต้านสินค้าญี่ปุ่นจนเข้ามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
โดยเรียนภาควิชาบริหารธุรกิจ คณะเศรษฐศาสตร์และบริหารธุรกิจ ม.ก.
รุ่น เค.ยู. ๓๓ และร่วมเป็น “หน่วยแขนแดง-หน่วยพระพิรุณ” รุ่น ๑๔ ตุลาคม
พ.ศ.๒๕๑๖ จนถึงวันถล่มธรรมศาสตร์ ๖ ตุลาตม พ.ศ. ๒๕๑๙ ต้องหนีไป
อยู่ที่ประเทศยิว (อิสราเอล) และศึกษาต่อปริญญาโทที่ มหาวิทยาลัย
เทลอาวีฟ ต่อมาได้เกิดเรื่องไม่คาดคิด ประสบอุบัติเหตุรถคว่ำ ๔ ตลบ
แต่ไม่ตาย รอดได้ด้วยอำนาจคุณพระรัตนตรัย จึงได้กลับมาศึกษาทางธรรม
และแวะทำงานในประเทศซาอุดิอาระเบียมาด้วย (เรื่องที่หลวงพ่อบวช
ท่านเคยบอกว่า ท่านเกิดอุบัติเหตุถึงแก่ความตายแต่รอดมาได้ ดังนั้น
ชีวิตที่เหลือนี้เป็นกำไรจึงมาบวช ถ้าตอนนั้นต้องตาย ชีวิตคือ “เสมอทุน”)
 

อุปสมบท
        เมื่อมีอายุครบบวช ๒๐ ปีหลวงพ่อธรรมงาม ก็ได้อุปสมบทตามประเพณี
ในปี พ.ศ.๒๕๑๗บวชได้ ๒ เดือนกับ ๒ วัน จึงสึกออกมาแสดงดนตรีลูกทุ่งรวม
ดาวกระจุย ของ ม.ก.ในนามของ “เหี่ยว ห่อแห้ง” พร้อมกับเป็นนักจัดรายการ
วิทยุ ม.ก.บางเขน และทำงานสถานีวิทยุสวนมิสกวัน ๖๓๐ ต่อมาได้บวช
อีกครั้งขณะมีอายุ ๒๘ ปี เมื่อวันที่ ๑ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๒๕ เวลา ๑๓.๐๐ น.
ณ พระอุโบสถวัดราชาธิวาส แขวงวชิระ เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร สังกัดฝ่าย
ธรรมยุติกนิกาย โดยมี
พระธรรมวราภรณ์ (เพิ่ม อาภาโค) เป็นพระอุปัชฌาย์
พระครูญาณวิโรจน์ เป็นพระกรรมวาจาจารย์
พระครูวิริยาธิการ เป็นพระอนุสาวนาจารย์
         คราวแรกคือว่า เดิมหลวงพ่อธรรมงามท่านบวชโดยการที่ว่าท่านผ่าน
จากการเรียนที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
KU รุ่น ๓๓ เคยมีกิจกรรมพืเศษ
สังกัดดนตรีลูกทุ่งวงดาวกระจุย มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เป็นสมาชิกรวม
ดาวกระจุยรุ่นที่ ๔ ปัจจุบัน ๔๐ กว่ารุ่นแล้ว หรืออะไรก็ตามเป็นรุ่นเก่าแก่
ปรากฏว่าเข้าสู่ในขบวนการ ๑๔ ตุลาคม ภายใน ๓ ปีถัดมาท่านโดนทางการ
หรืออะไรนั้นจัดการ ๖ ตุลาคม มีสองส่วนคือ สวนหนึ่งเข้าป่า ส่วนหนึ่งออก
ต่างประเทศ กลับจากต่างประเทศหลังจากเลิกทะเลาะกันแล้ว ปรากฏว่า
สังคมนักศึกษาไม่ได้เปลี่ยนแปลง ทำอะไรเปลี่ยนแปลงไม่ได้ นักศึกษาเลย
มองไปที่สถาบันศาสนา ใช้ศาสนาเป็นหลัก ทุกคนก็เลยเริ่มเข้าหาศาสนา
พวกนิสิตก็เข้าไปหาศาสนา ทีนี้ส่วนหนึ่งเข้าพระธรรมกาย จึงเกิดวัด
พระธรรมกาย นั่นคือนิสิตเกษตรหลายรุ่นอยู่เหมือนกันที่เข้าไปอยู่ในนั้น
สองพวกโพธิรักษ์หรือพวกสันติอโศก ก็เป็นอีกกลุ่มหนึ่งที่พวกนักศึกษาที่
เก่งกาจเข้ามาส่วนนี้เพื่อจะใช้ระบบนี้เข้ามาแก้ไขปัญหาสังคมให้กลายเป็น
สังคมนิยม แต่เกิดความผิดพลาด มีความผิดพลาดกันมาก คือระบบของ
สงฆ์ไม่ได้ดีอย่างที่เริ่มต้นหรืออย่างที่คิด ก็เลยทำให้หลาย ๆ ส่วนเมื่อเข้าไป
ใหม่ ๆ ก็เลยได้เปลี่ยนแปลงไป หรือว่าเพี้ยนไปก็มีหลายระบบเพราะว่ามัน
ไม่ตรงอะไรก็มี ก็เพี้ยนกันไปเยอะแยะ พวกนี้จะไม่กล่าวถึง
         ส่วนหลวงพ่อธรรมงามเมื่อถึงจุดนี้ก็เลยตัดสินว่าจะเข้าหาศาสนา ก็เลย
บวชครั้งแรกอยู่ที่วัดราชาธิวาส เทเวศร์ ขณะที่เรียนอยู่วัดราชาวิวาส บวชได้
ประมาณสัก ๒ อาทิตย์กว่าก็เกิดเหตุ คือว่าอยู่ดี ๆ นั่งสมาธิแล้วองค์หนึ่งกำลัง
จะจำวัตรอยู่ อีกองค์ก็แยกออกมา มานั่งดูอีกองค์ องค์ที่แยกออกมานั่งดูอีก
องค์ที่จำวัตรอยู่ อ้าว...ทำไมกลายเป็นสององค์ ความรู้สึกก็คือว่าองค์ที่ออก
มาข้างนอกมองดูองค์ที่จำวัตรแล้วก็หลับ อ้าปากคร็อกฟี้ ๆ อยู่...งง ตัวเอง
บวชแค่ ๑๕ วัน ได้ ๒ อาทิตย์กว่า เกิดตกใจว่า อ้าว...แล้วจะเข้าร่างยังไง
สงสัยวิญญาณจะออกมาข้างนอก เออ จะเข้าร่างยังไงหาวิธีไม่ได้ ตกใจ
เหงื่อแตกพลั่ก ๆ จะทำยังไง เกร็งลมหายใจ เอามือกำแล้วกลั้นลมหายใจ
ครั้งที่หนึ่ง...ไม่เข้า ครั้งที่สอง...ไม่เข้า สงสัยจะแย่แล้ว ระหว่างกายกับ
วิญญาณ คิดอย่างนั้น ครั้งที่สาม...กลั้นเต็มที่ ปรากฏว่าไอ้ตัวที่จำวัตรโผล่
ขึ้นมาหายใจหอบแฮ่ก ๆ...แล้วก็ลุกขึ้นไปจากที่ ไปทำกิจวัตรสงฆ์ประจำวัน
อะไรก็ช่างอยู่ในวัดราชาธิวาส คิดว่ามันไม่น่าจะกลับมาแล้ว วันที่สองเอา
อีกแล้ว เกิดโผล่ขึ้นมาอีกแล้ว คราวนี้ไม่ทันจะเรียกออกมาเลย เพียงแค่ว่า
ทุกครั้งที่จำวัตร หรืออะไรก็จะนอนตามที่หลวงพ่อพุทธทาสสอนไว้ตามที่
ต่าง ๆ ก็คือนอนหมอนไม้แล้วก็ภาวนาพุทโธ ๆ ไป ระหว่างภาวนาพุทธโธ
อยากเห็นอะไรมันก็จะเห็น เช่น วิญญาณเดินผ่านไป พวกผีสางนางไม้เดิน
ผ่านไปก็จะเข้ามาพบ เวลาผีเขามาถึง เฮ้ย กุฏิหลังนี้ไอ้หลวงพ่อที่บวชใหม่
อยากเห็นพวกเราว่ะ มันก็จะยืดคอยืดแขนลงไปให้เห็น นี่คือการเห็นผีตามที่
หลวงพ่อบวชใหม่ ๆ พอครั้งที่สองปุ๊บ มันออกมายิ้มแผ่แล้ว อ้าว...กลายเป็น
สององค์อีกแล้ว แต่นึกสบายใจอยู่อย่างหนึ่งว่าครั้งแรกเข้าได้แล้ว  คือวิญ-
ญาณเข้าร่างได้หมด ตามความคิด พอครั้งสองปุ๊บเอาอย่างนี้ดีกว่า เข้าไม่
ต้องรุนแรงอย่างกลั้นลมหายใจเรามาเข้าตั้งแต่รูหูแล้วก็เอาตัวมุดเข้าไป 
เห็นเป็นถ้ำใหญ่มีขนดำ ๆ ... ต่อมน้ำตาก็เข้าไม่ได้ รูจมูกเป็นโพรงสองโพรง
รูจมูกใหญ่ ๆ ก็เข้าไม่ได้ ส่วนก้นก็คงไม่เข้าแล้วล่ะ เพราะกลัวจะไปผ่านอุจจาระ
สุดท้ายก็เลยผ่านทางปาก อ้าปากกำลังทำวัตร ก็เลยคิดว่าเอาตัวมุดเข้าไปใน
ปาก มันก็ไม่เข้า ยังไงก็ไม่เข้า เอาหัวทิ่มเข้าไปมันก็ไม่เข้า ออกมานั่งข้างนอก
คิดว่าจะทำยังไงดี กูจะต้องกลับไปเหมือนเมื่อวานอีกแล้วว่ะ เกร็งลมหายใจ
อยู่อย่างนั้นแหละ ปรากฏว่าไม่ใช่ แล้วมีเสียง หนี่งโผล่ออกมา เสียงนั้นถ้า
เกิดว่าในยุคปัจจุบันต้องพยายามเรียนจากวัดธรรมมงคลคือหลวงพ่อวิริยังค์
เกี่ยวกับอำนาจจิตร หรือว่าพลังจิต มันจะถาม-ตอบ ซึ่งกันและกันเองได้อยู่ใน
ช่วงปฏิบัติช่วงหนึ่ง ปรากฏว่ามีเสียงถามว่าตอนที่ออก ๆ มายังไงล่ะ ออกก็
ภาวนาพุทโธไง แล้วแน่ใจเหรอว่ามันตายแล้ว ส่วนเจ้าเป็นวิญญาณข้างนอก
ใช่หรือ...เออว่ะ...ที่เราเข้าไม่ได้อาจจะเป็นเพราะว่าไอ้ตัวโน้นยังไม่ได้ตาย
ก็เลยยังไม่ได้เข้า ก็เลยไปดูใกล้ ๆ แล้วบอกว่าตอนนี้หายใจเข้า...พุท-โธ
หายใจออก...พอดูดเข้าไป เฮ้ย มันเข้าไปสนิทกันเลย สนิทเป๊ะเลย ก็เลยไป
ถามเจ้าอาวาสเปรียญ ๙ ประโยคในสมัยนั้น ปรากฏว่าท่านบอกว่าท่านแก้ให้
ไม่ได้ ทั้งวัดก็แก้ให้ไม่ได้ เพราะเรียนแต่ปริยัติ
          ท่านก็แนะนำให้ไปพบกับหลวงปู่เทสก์ เทสรังสี และอาจารย์วิปัสสนา
คือพระอาจารย์มหาบัวเท่านั้น เราไม่รู้จะทำยังไง วิธีเราก็ทำเหมือนกับสะเปะ
สะปะไม่ค่อยจะเข้าใจ เพราะการปฏิบัติในสมัยนั้นหลวงพ่อไม่เคยอ่านประวัติ
หรืออะไรอยากทำก็ทำมันไม่มีครูบาอาจารย์ดูแล ก็เลยกลับมาสวดมนต์ทำวัตร
เช้า-ค่ำ เสร็จแล้วก็นั่งสมาธิ นึกในใจว่าเป็นเพราะอะไร สักครู่หนึ่งมีเสียงตัวรู้
หรือว่าธาตุรู้ ตามที่ หลวงปู่สิม พุทธาจาโร บอก คือว่ามันก็จะตอบมาท่าน
เคยดูหนังภาพยนต์บ้างไหม บางทีเรานั่งดู ๒ ชั่วโมงอย่างนี้มันควรจะเมื่อย
แต่กลับไม่เมื่อย เพราะใจเราไปผูกกับพระเอก-นางเอกว่าจะโดนผู้ร้ายฆ่าหรือ
ไม่ ไปตื่นเต้นอยู่ตรงนั้น เพราะฉะนั้นจริง ๆ แล้วมันออกมาไหม ถามจริง ๆ
เหอะเหตุผลของมันคืออะไรตรงนี้ เหตุผลก็คือว่าจริง ๆ แล้วตัวที่ออกมา
ไม่เคยมีอยู่ จิตถูกบังคับให้อยู่กับการทำกรรมฐาน หรือถูกบังคับให้ภาวนา
พุทโธนั้นปุ๊บ มันไม่ยอมแพ้ มันก็เลยสร้างภาพโดยสร้างจอภาพเข้ามาใน
สมองเป็นจอนัยน์ตาเป็นเครื่องฉาย ฉายมาว่ามีพระคือตัวเราอยากออกไป
แล้วให้กลับมา เข้ามาแล้วเราจะได้ลืม ขาดสติในการควบคุมลมหายใจว่า
ลมหายใจเข้าพุท ลมหายใจออกโธ เข้าไปเท่าไหร่หรืออะไร คือขาดสติ
ในการดูตรงนั้น พอเกิดนิมิตออกมาก็เลยสร้างภาพนี้ออกมา สมัยหลัง ๆ
พอฝึกไปนาน ๆ แล้วมันจะมีภาพส่งมายั้วเยี้ย ๆ จนหายไปหมด ทีนี้ความ
สำคัญตรงนี้ มันเป็นการปฏิบัติส่วนตัว ก็เลยจะลองไปหาครูบาอาจารย์
เมื่อออกพรรษา เพื่อให้ครูบาอาจารย์ช่วย....

ตามหาครูบาอาจารย์
      
ในพรรษาหนึ่ง - สี่ พรรษาแรกไปพบหลวงปู่สิม พุทธาจาโร ที่ถ้ำผาปล่อง
ไปกับพระบวชใหม่ทั้งหมด ๑๕ องค์ เณรอีกองค์ ไปอยู่แค่สองสามวันที่ถ้ำผา-
ปล่อง อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ แค่นั้นเอง คนขึ้นลงบันไดเราก็แบกบาตรนั่งฉัน
บ้างไม่ฉันบ้าง ฉันมื้อเดียวบ้างกับพระเมืองซึ่งเป็นพระวัดราชาฯ มันไม่พร้อม
๑๕ องค์ กลับมาสึก ๑๔ องค์ ทนไม่ได้ ทนไม่ไหว ส่วนเราเหลือกับเณรอย่าง
ละองค์ เณรก็เลยเรียนปริยัติ จบไปแล้วสึกออกไป ส่วนเราก็อยู่องค์เดียว หลัง
จากนั้นก็เดินผจญภัย ลองฝึกอยู่ที่วัดราชาฯ พอฝึกไประยะหนึ่งก็เลยหาครูบา-
อาจารย์ องค์แรกก็คือไปกับสามเณร ไปพบหลวงปู่สิมก่อนในครั้งแรก ก็ไม่ได้
เจออะไรมากมาย นอกจากว่ากัณฑ์เทศน์ของท่านนั้นดี ไม่ว่าจะกระดูก
สามร้อยท่อน หรือนั่งขัดสมาธิเพชร เป็นชุดที่นั่งฟังไปได้เรื่อยๆ ส่วนองค์ที่ฟัง
แล้วค่อนข้างจะสัปหงกไปก็มีบ้าง จนกระทั่งหลวงปู่เทสก์ เทสรังสี ท่านเทศน์
เกี่ยวกับพระเยอะแล้วก็สั้นพอสมควร ก็กะทัดรัดดีแต่ภาษาพระมากหน่อยภาษา
บาลีเยอะหน่อย ส่วนพระอาจารย์มหาบัวยาวหน่อยแต่มีส่วนที่ว่าถ้าร่างกายไม่
พร้อมก็มีสิทธิ์จะแย่
 

พบหลวงปู่แหวน
           ตอนที่พบครั้งแรก ไปกับสามเณรองค์หนึ่งจากวัดป่าบ้านโนนแพง
อ.วานรนิวาส  จ.สกลนคร ไปพบหลวงปู่แหวน สามเณรเคยพบว่าหลวงปู่แหวน
มีเชี่ยนหมากที่ดี เอามาเสร็จแล้วใส่หลอดเป็นตะกรุดห้อยคอจะศักดิ์สิทธิ์ ก็กะ
ว่าจะไปเอาเชี่ยนหมากจากหลวงปู่แหวนกัน ไปถึงสมัยนั้นหลวงปู่แหวนท่านนั่ง
รถเข็นแล้ว ชรามากแล้วปรากฏว่าไปถึงปุ๊บท่านเห็นหน้าพวกเราแทนที่จะได้
เชี่ยนหมากท่านถุยน้ำลายให้หยดหนึ่ง เราก็เก็บไว้ นั่นศักดิ์สิทธิ์ขนาดนั้น
หลวงปู่แหวนจะเล่าเรื่องจะเป็นเรื่องตอนสรงน้ำครูบาอาจารย์ตอนเย็น ท่านอาจ
จะเล่าอะไรให้ฟัง หรือพวกคนในวัดดอยแม่ปั๋งปฎิบัติยังไงก็จะถามไถ่ช่วงนั้น
ท่านจะตอบหรือไม่ตอบ แต่ครูบาอาจารย์สายนี้ท่านมักไม่ตอบ มักจะให้ไปทำ
เพิ่มหรืออะไร หลวงปู่ท่านดีเลิศในทางเมตตามหานิยมพอสมควร เพราะฉะนั้น
ตอนที่ไปหาคำสอนท่านก็มีไม่มาก แต่ไม่ใช่ว่าไม่มีซะทีเดียว ทางนิตยสาร
โลกทิพย์และโลกลี้ลับก็มีคำสอนของหลวงปู่แหวนอยู่สมัยเก่า เรียกว่าธรรมะกับ
ธรรมเมาท่านมีบทเดียวสั้นๆ
 

เจอหลวงปู่สิม 
        
หลังจากนั้นหลวงปู่แหวนท่านก็ไม่ได้สอนอะไรลูกศิษย์ลูกหา นอกจากมี
วัตถุมงคลแล้วก็ทำน้ำมนต์ ท่านต้อนรับญาติโยมที่ไปพบด้วยความเมตตาให้พร
เป็นส่วนใหญ่ หลังจากนั้นพอกลับมาก็พยายามจะเรียนอะไรเตรียมชุดพระธุดงค์
แล้วก็ขึ้นไปหาหลวงปู่สิม พุทธจาโร ดินแดนถ้ำผาปล่องของหลวงปู่สิมนั้น เดิม
หลวงปู่สิมเคยเล่าให้ฟังว่า มีพระอรหันต์สององค์ไปนิพพานที่นั่น ก็เลยไปอยู่
เฝ้าหลวงปู่สิม พุทธาจาโร  เป็นเจ้าอาวาสอยู่ ๓ วัด  วัดใหญ่ ๆ ทั้งนั้น แล้ว
ท่านก็เลิกเป็นเจ้าอาวาสทั้งหมด แล้วก็ไปอยู่ถ้ำผาปล่องเพื่อฝึกและปฏิบัติ
อย่างเคร่งครัด คนได้รู้จักมักจี่ก็ด้วยหลวงพ่อฤาษีลิงดำเป็นผู้นำไปพบเห็น
ที่นั่นเป็นดินแดนป่าเขาในอุทยาน มันสงบของมันอยู่แล้ว ที่หลวงพ่อธรรมงาม
ได้พบหลวงปู่สิม พุทธาจาโร นั้นเพราะชอบฟังท่านเทศน์ ท่านเป็นองค์เดียว
ที่ฟังแล้วไม่หลับ องค์อื่นนั้นฟังแล้วหลับตลอด มีหลวงปู่องค์เดียวที่เทศน์
ตลอดกัณฑ์แล้วไม่เคยหลับนั่นก็คือฟังไปได้ดี ฟังได้เรื่อย ๆ นิ่มดี และสร้าง
กำลังใจได้มาก ๆ ที่นั่นสำหรับพระที่ปฏิบัติไม่เคร่งครัด ไม่อยู่ในธุดงควัตร
ที่ดีก็จะมีสิ่งต่างๆ มาปรากฏ หรือจะมีภาพอะไรแปลกๆ มาบุกตามกุฏิ เป็น
ภาพสัตว์ร้ายหรืออะไรมาโผล่ที่กุฏิอยู่เรื่อย แท้จริงไม่ใช่ คือเป็นเทวดาที่
คุ้มครองที่นั่น แปลงร่างมาเพื่อจะดัดนิสัยพระที่ไม่ค่อยดี ก็มีอยู่ที่ถ้ำ-
ผาปล่องนี้แห่งหนึ่ง
      
อีกแห่งหนึ่งก็อยู่ที่น้ำตกพรหมโลก ปักษ์ใต้นั่นก็เป็นอีกแห่งหนึ่งที่มี
เรื่องพวกนี้เกิดขึ้น ก็คือ เทวดาคุ้มครองจะแปลงร่างเป็นสัตว์ร้ายให้พระที่
มีศีลวินัยไม่ค่อยดีได้เห็น คือบกพร่อง ตอนที่พบหลวงปู่สิม...เพราะชอบ
ฟังเทศน์ของท่านแล้วท่านก็แนะนำ ที่เหลือก็เป็นข้อวัตรปกติ คือถือ
ธุดงควัตร ฉันในบาตรมื้อเดียว เวลาขึ้นลงอะไรนี่ท่านฝึกค่อนข้างหนัก
เพราะวัดท่านสูง บันไดขึ้นถ้ำลงถ้ำเยอะ เพราะฉะนั้นพระภิกษุที่ไปฝึกหัด
จะต้องแข็งแรงไปใหม่ ๆ ก็ไม่ค่อยแข็งแรง อยู่ไปๆ ก็ชินและแข็งแรงไป
เอง ท่านจะให้พระเณรไปอยู่ตามเขาซอกที่เป็นเหมือนกับถ้ำมีหินมีอะไร
ปัจจุบันทำได้ยากขึ้นเพราะกรมป่าไม้หรืออุทยานแห่งชาติไปดูแลทั้งหมด
ทำให้พระเข้าไปไม่ได้ ไม่เหมือนสมัยก่อนที่ทำได้ แล้วป่าไม้มันก็มาก
น้อยผิดกว่ากันแล้ว เราจะพบหลวงปู่สิมบ่อยเสมอเมื่อท่านมาอยู่ที่ซอย-
ภาวนา กรุงเทพฯ วันหนึ่งเคยถามท่านว่า วิธีปฏิบัติธรรมปฏิบัติยังไงถึง
จะดีที่สุด ท่านก็บอกว่าหยุดถามสิ เราก็ อุ๊ย...ถ้าเราหยุดถามคำถามกับ
ครูบาอาจารย์แล้วเราจะรู้ได้ยังไง ทำไมหลวงปู่สิมไม่ยอมตอบ เราก็เดิน
จงกรมนั่งสมาธิอยู่ปีครึ่ง เออ...ท่านตอบน่ากลัว แต่ท่านไม่ตอบน่ะ...
ถูกต้องแล้ว เราก็รู้ว่าทำไม เพราะถ้าท่านตอบแล้วคนฟังก็จะยึดคำตอบท่านไป
เป็นเหมือนว่าผลที่เกิดขึ้นเป็นผลของตัวเอง แต่แท้จริงกลายเป็นวิปัสสนึกก็คือ
นึกถึงที่ท่านให้คำตอบมามันผิด ที่แท้จริงไม่ต้องให้คำตอบให้เกิดผลเองกับ
คน ๆ คนนั้น เพราะฉะนั้น เออนะ หลวงปู่ท่านสอนถูกตรงที่ไม่ให้คำตอบ เพราะ
ฉะนั้นการที่ถามครูบาอาจารย์ มันไม่เกี่ยว เหมือนกับคนชิมเกลือจะรู้รสเค็ม ไม่
สามารถจะให้คำตอบหรือพูดคำตอบแล้วเราจะเค็มได้ แต่แท้ที่จริงต้องปฏิบัติ
ต้องทำสถานเดียว หลวงปู่สิมบอกกับสานุศิษย์ว่าลาคืนนี้พรุ่งนี้อาจจะไม่ได้พบ
แล้วท่านก็เข้ากุฏินั่งสมาธิจนละสังขารไปเลย ที่สำคัญก็คือว่า หลังจากนั้นหมด
ทั้งคู่

หลวงปู่เทสก์สอน
     
หลวงพ่อธรรมงามเคยมาถึงวัดหินหมากเป้ง หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี หนังสือ
ออกเยอะ ตอนนั้นมีผู้ดูแลเป็นเลขา ฯ องค์แรกไม่ใช่ แต่เป็นองค์ที่สอง ปัจจุบัน
ท่านยังมีชีวิตอยู่คือพระอาจารย์ชัยชาญ ชยธัมโม ท่านเป็นพระที่นับว่าดี แต่คน
อย่างเราต้องไปสืบให้ได้ส่าท่านไปพักอยู่ที่ไหน ครั้งสุดท้ายทราบว่าท่านสร้าง
กุฏิอยู่ในเรือ อยู่ในแม่น้ำ ท่านเป็นลูกคนเดียวของร้านทองจังหวัดอุดรธานี พอ
ท่านมาบวชก็ได้เป็นเลขาฯ พิเศษ ท่านเป็นคนที่ตั้งชื่อกัณฑ์เทศน์ของ
หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี คือท่านเดินจงกรมไปแล้วฟังเทศน์หลวงปู่ไปแล้วก็ตั้งชื่อ
ไว้หมด ตอนนั้นเมื่อติดต่อไปปุ๊บท่านให้หนังสือตำรารวมวิธีปฏิบัติ สอนโดย
หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี ให้แก่หลวงพ่อธรรมงามเพื่อฝึก ได้เล่มนั้นมาฝึกได้ดีพอ
สมควรเพราะรวมเฉพาะทางด้านนี้โดยเฉพาะกรรมฐาน ซึ่งเป็นรวมเล่ม
หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี สอนหลวงพ่อธรรมงามโดยผ่านจดหมาย หมายถึงว่า
หลวงพ่อเขียนถามไป ท่านก็ตอบมา ประมาณ ๖ ฉบับ แต่ละฉบับก็ไม่ได้เก็บไว้
เผาทิ้งเพราะกลัวว่าหนทางข้างหน้าจะเอาหลวงพ่อครูบาอาจารย์ซึ่งเป็นที่
เลื่อมใสของญาติโยมหากิน ก็เลยไม่เก็บไว้ อีกอย่างหนึ่งเชื่อว่าท่านไม่น่าตอบ
หรอก น่าจะเป็นไปได้คือเลขาฯ ท่าน คือพระอาจารย์ชัยชาญตอบแทนหลวงปู่
โดยหลวงปู่ท่านรับรองเป็นลายเซ็นมา ส่วนอีกองค์หนึ่งตอบมาดีก็คือ
พระอาจารย์มหาบัว ขณะที่หลวงปู่เทสก์ตอบมา ๖ ฉบับ พระอาจารย์มหาบัว
ตอบมาแค่ ๒ เพราะฉะนั้นหลวงปู่เทสก์ท่านกว้างกว่า หมายความว่าให้ฝึก
กรรมฐานให้กว้างออกไปหลาย ๆ แนวทาง ส่วนพระอาจารย์มหาบัวนั้นชี้ไป
เลยให้เข้าทางตรง แต่ของพระอาจารย์มหาบัวเมื่อให้คำตอบแล้วลูกศิษย์
ขอจดหมายคืนแล้วก็ไปพิมพ์ลงหนังสือของวัดป่าบ้านตาด ๒
- ๓ ฉบับที่
ได้อ่านกันอยู่เรื่อยสมัยอดีต ก็เป็นส่วนหนึ่งที่เกิดขึ้นมา
การพบกับ
หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี ตอนแรกไม่ได้คิดอะไร แต่ไปที่ถ้ำของท่านที่
หนองคาย มันเย็นมากกว่าจะถึงหินหมากเป้ง พอดีท่านป่วยอยู่ศิริราช
ปรากฏว่าหมอบอกว่าท่านอาจจะละสังขารภายใน ๓
- ๖ เดือน หลวงปู่
ก็สั่งลูกศิษย์ว่าให้กลับไปหินหมากเป้งเถอะ หลังจากกลับไปหินหมากเป้ง
ท่านอยู่ได้อีกถึง ๙
- ๑๑ ปี จากหมอศิริราชบอกว่าท่านจะละ
สังขารภายใน ๓ เดือน ปรากฏว่าไปอยู่ที่โน่นแล้วอากาศคงจะพอดีถูกจริต
แล้วอะไร ๆ ก็ดีขึ้น ความเย็นหนาวอะไร ๆ ก็พอดี ท่านก็เลยมีชีวิตยืนยาว
พอสมควรแต่ท่านมาละสังขารที่ถ้ำขาม วัดของพระอาจารย์ฝั้น อาจาโร
ท่านก็สอนเรื่องพวกนี้ ปรากฏตอนที่อยู่ฝึกที่วัดราชาธิวาสนั้น เคยพิสูจน์
อยู่เรื่องหนึ่งก็คือว่า คนเราเข้าฌานแล้วลอยได้จริงไหม? ตามตำรา
เขียนไว้โดยพระอาจารย์มหาบัว ว่าลอยได้ พระอาจารย์เสาร์ก็ลอย
พระอาจารย์มั่นก็ลอย
เราก็ลองลอยดู วิธีการก็คือว่าเมื่อเข้าภาวนา
พุทโธ ๆไปถึงระดับหนึ่งจนจิตไม่ปรุงแต่งอะไรมากนัก สักครู่หนึ่งปุ๊บนึก
อยากจะลอย คือเหมือนกันอธิษฐานเลยว่านึกว่าจะลอยตัว น้ำหนักจะ
ลอยตัวได้ไหม ปรากฏว่ามันมีเหมือนกับอะไรมาครอบไว้เหมือนเราเข้าไป
อยู่ในสนามพลังบางอย่างหรือเข้าไปในเขตอะไรบางอย่าง มันคล้าย ๆ
ออกไปแล้วมันมีอะไรออกมาบัง คือนั่งตรงนี้เห็นแสงแดดสีสว่างขนาดนี้
แต่ตอนที่เรานั่งเข้ามาตรงนี้มันเหมือนมีแว่นกันแดดเขียว ๆ บัง หมายความว่า
ตรงนี้จะทึบกว่าปกติ เรานั่งตรงนี้เรามองละ...ทำไมตรงนี้มันทึบ มันเหมือน
กับใส่แว่นกันแดด แต่พอมองมาทางนี้สว่างกว่า...กลับเข้าไปมืดกว่า คือตรง
นี้มันสามารถทำให้ไร้น้ำหนัก เหมือนกับว่ามีปฏิกิริยาต้านแรงโน้มถ่วงของโลก
ได้ ไร้น้ำหนัก มันลอยขึ้นไปแล้วในตำราบอกว่าเอาอะไรไปผูกไว้ข้างบน
แล้วบางตำราบอกว่าเณรเคยลอยออกไปนอกหน้าต่าง พระก็เลยทัก อ้าว...
เณรจะลอยไปไหนเหรอ ที่จังหวัดนครพนม ทีนี้ก็เลยตกใจ พอออกจาก
สมาธิก็เลยเกาะยอดเจดีย์แล้วพระก็เอาบันไดไปต่อให้ลงมา เพราะฉะนั้น
จุดนี้ก็เลยลองลอย พอลอยเสร็จแล้วก็ลงมา ก็เข้าใจวิธีลอย วิธีอะไรแล้ว
มันทำให้เข้าไปสู่ระบบที่เรียกว่าเป็นฌานโลกียฌาน เมื่อเล่นฌานมาก ๆ
ก็ทำให้หลง เรียกว่าฌานโมหะภาษาพระเรียกว่าโมหะ แต่จริงๆ เรียกว่า
หลงเข้าไปในฌาน เมื่อหลงเข้าไปในฌานก็คิดว่าตัวเองพบกับความ
ว่างเปล่า รอบรู้ เข้านิพพงนิพพานแล้ว 
        เมื่อไปพบกับหลวงปู่เทสก์ เทสรังสี ท่านคงมีอะไรสอนเราเพิ่ม หลังจากที่
เรามีคล้าย ๆ พลังจิตโลกีฌานเยอะเช่น ลอยได้ สั่งเมฆฟ้าฝนอะไรได้สารพัด
เป็นโลกีฌานนึกอยากจะให้ใครมาใครไป ใครจะมาปุ๊บเห็นมาก่อนล่วงหน้าอะไร
อย่างนี้ ผ่านมาหมดแล้ว พอไปเจอหลวงปู่ปุ๊บ หลวงปู่เทสก์ท่านก็มองหน้า
ท่านบอกท่านธรรมงามให้อยู่ก่อนนะ ต้องอยู่สิเราต้องการคำสอนนี่เราก็ต้อง
อยู่กับท่าน ไม่รู้ท่านพูดอะไรกับท่านชัยชาญ บอกว่าเหตุเป็นอย่างนั้นอย่างนี้
นะ เหตุมีอย่างนี้ ผลเป็นอย่างนั้น มันเป็นไปไม่ได้หรอกอะไรต่อมิอะไร
อุ๊ย...ผมลอยได้แล้วนะครับ ผมคิดว่าจะเข้านิพพานได้แล้ว หรืออะไรปุ๊บ
สุดท้ายท่านสอนอยู่๒
- ๓ ครั้ง ตามกรรมวิธีของตำรา วิธีพูด วิธีให้เหตุผล
วิธีแนะนำ ปรากฏว่าท่านใช้วิธีสุดท้าย ดุซะ ด่าซะ เพื่อให้เลิกทำสมาธิ
...มึงจะเหาะไปนิพพานแล้วเหรอ... คือท่านต้องเตือนอะไรสักอย่าง
แต่ทำไมเราไม่เข้าใจ ที่แท้จริงตอนนั้นเรียกว่าหินทับหญ้า หรือว่ารู้ด้าน
เดียวไม่มองสองด้านคือมันมองไม่เป็น ติดอยู่ด้านเดียว เรียกว่าหินทับ
หญ้า พอเขาไล่ไม่ให้ทำฌาน เออ...เลิกทำก็ได้วะ พักละ ระหว่างกำลัง
จะเอนกายนอนมักมีบางอย่างมันเคลื่อนออกจากจิตเหมือนกับเราเดินไป
ที่ไหนแล้วไปเจอประตูกระจกใส ๆ  เราเห็นข้างใน  แต่เราไม่เห็นกระจก
ที่มันบัง เราเดินไปชนประตูเปรี้ยงเข้า... อ้าว
! มันมีอะไรบังอยู่
ตรงนี้เหรอ ไอ้ตัวใสๆ ที่บังอยู่เรียกว่าวิปัสสนูกิเลส แต่เรามองเห็นไปข้างหน้า
คือวิปัสสนา เราคิดว่าเราเป็นวิปัสสนาแล้วแน่นอน แต่พอเราเดินไปถึงชนตูม..
ก็คือกระจกนั่นเอง วิปัสสนูนั่นเอง เพราะฉะนั้นเราฝึกมาในเรื่องปฏิกูล นึกถึง
พวกของไม่สวยไม่งาม พวกปฏิกูลต่างๆ พวกไม่สวยไม่งาม ปรากฏว่าพอจับ
ได้ว่ามันไม่ใช่นะ มันไม่ใช่วิปัสสนามันเป็นวิปัสสนู เหมือนวิปัสสนามาก เป็น
เหมือนกระจกเงาใส ๆ กั้นอยู่ พอมันหลุดเคลื่อนไปเพิ่งเข้าใจว่า อ๋อ...อานนท์
เคลื่อนเพราะเหตุนี้ พระอานนท์รู้ธรรมะ รู้คำสอนเยอะแยะทำไมไม่บรรลุ พอ
บรรลุอรหันต์ อ๋อ...มันเลื่อนอย่างนี้นี่เอง ว่าทำไม มันต้องปล่อยวางเป็น
ปรากฏว่าพอหลุดไปปุ๊บเรารู้เลยว่ากิเลสเราเท่าเดิม ไม่ได้เปลี่ยนไปไหน พอ
เราไม่ได้เอาปัญญาตัดกิเลสให้ขาด เพียงแค่ว่าเอาสมาธิไปกดทับมันไว้ จน
ไปฝึกอยู่ประมาณเดือนกว่า ระยะหนึ่ง จนตอนหลังท่านมรณภาพ เกิดเลขาฯ
ชุดที่สองแล้วไปพบอีกท่านหนึ่งก็ถูกโจมตี พอดีตอนนั้นร่วมกับหลวงพ่อ
โลกทิพย์นี่แหละ ก็ออกไปทัวร์ไหว้ศพหลวงปู่ต่าง ๆ พอดีออกเหรียญด้วย
เราก็ออกเหรียญด้านหนึ่งเป็นหลวงปู่เทสก์ เทสรังสี อีกด้านเป็นหลวงปู่ชอบ
แล้วก็แจก ปรากฏไปที่โน่นโดนโจมตี คนโจมตีหลวงพ่อธรรมงามว่าทำไม
อ้างชื่อครูบาอาจารย์ ท่านเป็นพระยังไง มาจากไหน เราก็บอกว่าเราเคยอยู่ที่นี่
เคยฝึกกับท่านแน่นอนหรืออะไร ไม่มีทางหรอก เป็นไปไม่ได้ สักครู่หนึ่งเลขาฯ
คือท่านอาจารย์ชัยชาญท่านแวะมา ท่านบอกว่าจริง ท่านรับรองว่าเคยอยู่
จริง ๆ เป็นเดือนเลย เพราะว่าท่านเป็นคนที่ดูแล คือการที่อยู่กับ
หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี คำสอนต่าง ๆ มีเยอะ เลือกเอาบางคำที่ดูดีดุเด็ด
           แต่ว่าหลวงปู่เทสก์ เทสรังสี ที่หลวงพ่อธรรมงามชอบก็คือท่านเกิด
ติดฌานหลงฌาน แล้วปรากฏว่าท่านไม่ยอมรับคำแนะนำจากหลวงปู่สิงห์ -
ขันติยาขโม เมื่อไม่ยอมรับท่านก็ไปพบอาจารย์มั่น ภูริทัตโต ฉันก็ไปตาม
ข้ามชายแดนไทย – พม่าไปหาอาจารย์มั่นอยู่ ๒ ปีจึงพบอาจารย์มั่น
อาจารย์มั่นก็แก้ไขให้ เพราะฉะนั้นท่านหลงฌานอยู่ ๖ ปี อาจารย์มหาบัว
หลงฌาน ๕ ปี หลวงพ่อธรรมงามก็ ๓ ปีครึ่งถึง ๔ ปี หลงเข้าไปในฌาน
หลงเร่งนั่งกรรมฐาน นั่งสมาธิ ท่านก็สอนวิธีแก้ไขไม่ให้จิตตกหรืออะไร
อย่างนี้ ก็เป็นไปได้ว่า รุ่นหลังใครฝึกสมาธินาน ๆ แล้วเกิดอะไรขึ้นก็ไม่ควร
ห่างครูบาอาจารย์ เพราะครูบาอาจารย์ที่เคยผ่านทางเดินของจิตมาแล้ว
จะแนะนำหรือเตือนสติหรือบอกได้แน่นอน จนครั้งสุดท้ายนี้ท่านก็ไปละ
สังขารอยู่ที่ถ้ำขาม หลวงปู่เทสก์ท่านเคยบอกว่ามีเมืองอยู่ใต้วัดหินหมากเป้ง
จะมีกุฏิเหมือนกับวังอยู่ริมแม่น้ำโขง ใต้ศาลาการเปรียญนี้ถูกสร้างโดยสมเด็จ
พระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ ข้างล่างนี้เคยนั่งสมาธิตั้งแต่ ๒ ทุ่ม ไปออก ๖ โมงเช้า
ทำไมเป็นอย่างนั้น หลวงพ่อธรรมงามก็นั่ง วันหนึ่งหลวงพ่อธรรมงามนั่งอยู่
มันร่วงลงไปใต้วัด ใต้วัดมีเมืองมีนคร อุ๊ย...มีจริง ๆ อย่างหลวงปู่เล่าให้ฟังว่า
มีเมืองอยู่ใต้วัด คล้าย ๆ เมืองใต้บาดาล สัตว์ทุกชนิดที่เดินผ่านเข้าไปตาจะ
เขียวมรกต มีท้องฟ้า มีต้นไม้ มีอะไรเหมือนบนเปลือกโลก เหมือนกันหมด
แต่มันอยู่ใต้วัดหินหมากเป้ง ลงไปแล้วจะกลับยังไงล่ะ บางเสียงบอกว่าไหน
บอกว่าอยากจะมาเที่ยวไง ฉันก็จะพาคุณไปดูเมืองใต้บาดาล แล้วเวลากลับ
ล่ะ เวลากลับคุณก็รอแล้วก็เดินตามทางขึ้นไป ระหว่างทางก็จะเจอถ้ำ เจอ
ความมืด เจอความสว่าง มีสัตว์ร้ายผ่านไปมา มีค้างคาวบิน จนโผล่ขึ้นมา
อยู่บนโลกมนุษย์ จากข้างล่างค่อย ๆ ขึ้นมาข้างบน แปลก...แต่ตอนลงไป
นั้นลงไปโดยสมาธิจิต เหมือนทางตรง  แต่เวลาขึ้น ขึ้นแบบค่อย ๆ ไต่ จาก
ใต้บาดาลขึ้นมา โอ้...มีจริงๆ แฮะ เสร็จแล้วก็ไม่กล้าพูดกับใคร เดี๋ยวเขาจะหา
ว่าหลวงพ่อธรรมงามบ้า แต่หลวงพ่อธรรมงามยอมรับว่าเป็นจริงดังที่
หลวงปู่เทสก์พูด ว่ามีเมืองอยู่ใต้วัดหินหมากเป้ง คำสอนของท่านเป็นแนวทาง
ที่ถูกต้อง เพราะปฏิบัติตามแล้วได้ผล แต่รู้สึกว่าตอนที่หลวงพ่อธรรมงามไป
ปฏิบัติเพราะหลวงพ่อกำลังเพี้ยนอย่างหนัก หลงฌาน

สู่วัดป่าบ้านตาด 
      
คราวนี้เรื่องที่มันมีมากขึ้น แล้วน่าลงให้คนอื่นอ่านก็คืออยู่ที่วัดป่าบ้านตาด
ตอนไปวัดป่าบ้านตาด ไปครั้งแรก จากจังหวัดอุดรธานีแล้วไปอำเภอเมือง
เฮ้ย..เรามาถูกที่ไหม มองไปข้างหน้าวัดป่าบ้านตาดมีประตูเหล็ก กำแพง
เหล็ก พร้อมด้วยรั้วลวดหนาม เขียนบอกว่า
อย่าเปิดมาก เดี่ยวงูเงี้ยวเขี้ยว
ขอจะหลุดออกไปข้างนอก
อะ...มองไปแล้วมันเหมือนค่ายกักกัน
หมายความว่าไม่มีศาลา ไม่มีโบสถ์ ไม่มีอะไร เอ...เรามาวัดหรือเปล่าเนี่ย
โอ้โหเพิ่งมาจากประตูโขงวัด ประตูวัดอย่างดีคือวัดหินหมากเป้งของ
หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี อย่างกับวัง แต่วัดของพระอาจารย์มหาบัวไม่มีอะไรเลย
ยังกะค่ายกักกัน มีรั้วลวดหนามอยู่ข้างบน มีประตูเหล็ก มีกำแพงล้อมรอบหมด
ที่เหลือก็มีศาลาพักอยู่ ๒ -๓ หลังเป็นศาลาไม้เล็ก ๆ มีต้นมะม่วง เข้าไปแล้ว
ข้อวัตรมีทั้งพระฝรั่งพระไทย ปัจจุบันก็คงยังมีอยู่ปกติ ความแปลกก็คือว่าเมื่อ
เข้าไปแล้วบังเอิญผู้ที่ดูแลพระอาจารย์มหาบัวรูปหนึ่ง (แต่หหลวงพ่อจำชื่อ
ท่านไม่รู้ รู้แต่ฉายาคุรุธัมโม) เป็นผู้ที่ดูแลบังเอิญเขาเรียนพาณิชย์หรืออาชีวะ
มาไม่ทราบ เคยเห็นหลวงพ่อธรรมงามแสดงดนตรีลูกทุ่งดาวกระจุย
มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เขาก็จำได้ เขาก็รีบจัดหาที่อะไรต่าง ๆ ในวัดให้
แต่ก่อนหน้านี้ไม่มีที่พัก ก็ขึ้นไปพักบนศาลา เวลาตื่นเช้ามาก็รีบเก็บที่นอน
เก็บอะไรให้เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น คือพักนอนอยู่บนศาลาเฉย ๆ แล้วก็เดิน
จงกรมสมาธิ สมัยก่อนเป็นความแปลก ที่หลวงพ่อเห็นก็คือเขาเอาทางมะพร้าว
มาถูศาลาไม้ให้เงา เพราะฉะนั้นวิธีการของวัดป่าบ้านตาดเคร่งครัดในระเบียบ
มากพอสมสมควร....

พระอาจารย์มหาบัวท่านสอนเรื่องข้อวัตรหนักแน่นมาก

....ก็เกิดมีเรื่องขึ้นมาสองเรื่อง เรื่องแรกไปถึงปุ๊ปอยากจะลองของว่า สมัยนั้น
พระอาจารย์จวนเพิ่งบวชได้ ๓ – ๔ พรรษา ไปพักกับพระอาจารย์มั่น คนเล่าลือ
กันว่าพระอาจารย์มั่นเป็นพระอรหันต์แล้ว ท่านอาจารย์จวนก็ใช่แน่นอนไหมว้า..
ท่านก็ลองนั่งสมาธินั่งนึกไปว่า ถ้าพระอาจารย์มั่นเป็นพระอรหันต์จริง เราคือ
พระจวนซึ่งบวชใหม่ ๒ -๓ พรรษา นั่งในกุฏินี้อยากพบเห็นท่านเหลือเกิน พอนึก
เสร็จปุ๊บไม่ทันไรเลย ท่านพระอาจารย์มั่นเอาไม้มาเคาะข้างฝากุฏิ ท่านจวน ๆ
...คิดแบบนั้นมันไม่ดี พระอาจารย์จวนงงเลย พระอาจารย์จวนอยู่ภูทอกมี
อนุสาวรีย์ที่ภูทอกท่านก็งงมาก หลังจากนั้นปุ๊บเราก็ใช้วิธีเดียวกันนี้ว่า
พระอาจารย์จวนเคยทดสอบพระอาจารย์มั่นอย่างนี้ ใคร ๆ ก็คุยนักคุยหนาว่า
พระอาจารย์มหาบัวเป็นอรหันต์ไปแล้ว เอาละวะคราวนี้จะทดสอบอรหันต์แห่ง
วัดป่าบ้านตาดกันหน่อย ว่าแล้วก็หันหน้าเข้าข้างฝา นั่งสมาธิ นึกในใจว่า เนี่ย
หลวงพ่อธรรมงามบวชที่วัดราชาได้ประมาณ ๒ -๓ พรรษา มีคนเล่าลือว่า
พระอาจารย์มหาบัวเป็นพระอรหันต์แห่งวัดป่าบ้านตาด ถ้าเป็นจริงก็อยากจะพบ
พระอาจารย์มหาบัวที่กุฏิซึ่งห่างจากที่พักของพระอาจารย์มหาบัว พอนึกเสร็จปุ๊บ
หันมา ท่านมายืนคอยอยู่ที่หน้ากุฏิ โอ้โห
ตกใจมากเลย ท่านนุ่งอังสะกับผ้า
สังคา มีหนังสติ๊กมาอันหนึ่ง ก็ลงไปกราบยกมือไหว้ว่า โอ้ องค์นี้นะคือ
พระอาจารย์มหาบัว มีอะไรถึงได้มาพบที่กุฏิ ท่านบอกว่านึกว่าจะมีสุนัขเข้ามา
กินเทียนไข เราก็นึกในใจว่าเป็นไปได้ยังไง หมาที่ไหนจะมากินเทียนไข เทียน-
ไขเล่มเหลืองเล่มเขียว ไม่น่าจะเป็นไปได้ ตอนหลังพิสูจน์ได้ว่า ตอนอยู่องค์
เดียวที่ จ
.สกลนคร ปรากฏว่าวันหนึ่งหมาวิ่งมาถึงปุ๊บมันขึ้นมาที่บูชาแท่นพระ
มันกินเทียนให้ดู เหลือแต่ไส้ขาวๆ โอ้โห หมาทางภาคอีสานกินเทียนไขจริง ๆ
กินจนเหลือแต่ไส้สีขาวเลย เชื่อเลยว่าพระอาจารย์มหาบัวไม่ได้พูดเท็จ นั่น
เป็นครั้งหนึ่งที่ทดสอบ มานั่งนึกในใจว่า ต่อไปนี้ข้าจะไม่คิดอะไรในใจโดย
เป็นการปรามาสผู้อื่น เพราะว่าท่านเหมือนกับรู้แล้ว ท่านก็โผล่มาทันทีทันใด 
      ครั้งนั้นหลวงพ่อธรรมงามอยู่ที่นั่นก็แข่งกัน  หมายความว่าสิ่งแวดล้อมช่วย
ให้ดันเรื่องปฏิบัติสมาธิกรรมฐานรุนแรง ก็คือว่ากุฏิโน้นก็ฝึก กุฏินี้ก็ฝึก สิ่งแวด-
ล้อมมันทำให้แอคทีฟในเรื่องปฏิบัติ บางครั้งเดินจงกรมโต้รุ่งอะไรต่อมิอะไร
ให้ชนะนิวรณ์ ๕ ตัว ก็คือ ถีนมิทธะ ตัวง่วงเหงาหาวนอน ก็เดินจงกรมให้สว่าง
คาตาหรือเกิดปาฏิหาริย์อะไร เช่น วันนี้อธิษฐานแล้วว่าจะไม่นั่งแล้วก็ไม่นอน
จะเดินจงกรมอย่างเดียวเพื่อให้ได้ผล  ฉะนั้นพอก้าวเดินจงกรม จุดเทียนไข
เรียบร้อย เทียนไขจะพอไม่พอพระอาจารย์มหาบัวท่านก็ให้เต็มที่ พอหลัง
จากนั้นปุ๊บมดจากป่าบ้านตาดมาจากไหนไม่รู้มากมายเลย เป็นล้าน ๆ ตัว
เดินตั้งแต่หลังคายันพื้นหมดทุกแห่งเลย ลงไปนั่งไม่ได้เหยียบโดนมด อะไร
ก็โดนไปหมด  เพราะฉะนั้นเหลือแต่ทางทางเดินจงกรมอย่างเดียว ก็เดินไป ๆ
จนถึงเกือบตี ๔ ใกล้ตี ๕ ชนะนิวรรณ์ ๕ มาตัวหนึ่งคือ ถีนมิทธะมาเรียบร้อย
ความฟุ้งซ่านก็ไม่มีละ คราวนี้ต้องพักร่างกายเพื่อออกบิณฑบาตก็ไปอธิษฐาน
บอก พวกมดครับขอที่ให้อาตมาพอสีหไสยาสน์หน่อย พอนอนด้วย
มดก็เข้า
ระเบียบเป็นแถว ๆ ค่อย ๆ เลื่อน เหลือที่ไว้ให้พอดีองค์ ไม่ให้เกิน พอนอนได้
พอหัวตกจากข้อศอกปุ๊บก็ลุกแล้ว ลุกแล้วก็ไปบิณฑบาตให้เรีบยร้อย คราวนี้
มันเกิดเหตุ ไม่เคยเล่าให้ใครฟัง เคยอ่านประวัติพระอาจารย์มั่นกับ
พระอาจารย์มหาบัวว่าพระอาจารย์มั่นเคยมีนิมิตว่าขี่ม้ามีมีดดาบแล้วไปฟันตู้
พระไตรปิฎก ก็คิดว่าคนที่จะอยู่ในทางธรรมในที่สูงพอปฏิบัติไประยะหนึ่งก็จะ
เกิดนิมิต เราจะมีวาสนาไหมหนอ ว่าอยู่หรือว่าต้องศึก ว่าแล้วก็อธิษฐานนั่ง
สมาธิที่วัดป่าบ้านตาดนั่นแหละ กุฏิหลังหนึ่งในวัด นั่งไปปุ๊บสักครู่ในนิมิตเกิด
น้ำคล้าย ๆ สึนามิจะท่วมขึ้นมา  แต่ว่าไม่ใช่น้ำในทะเล แต่เป็นน้ำเหมือนตอน
ที่ท่วมกรุงเทพ ฯ ปี ๕๔ แต่ไม่เน่าขนาดนั้น น้ำสีออกน้ำชาสีขุ่นนิด ๆ เข้ามา
รู้ว่าน้ำมันจะมาละ เดี๋ยวก็ท่วมแล้ว มันจะชนกุฏิเรากับทางเดินจงกรม ไปพัก
เพิงหรือว่าไปเกาะเนินสูงหน่อย มีเนินอยู่ข้างหนึ่งเตี้ย ๆ พร้อมด้วยต้นไม้อยู่
ข้าง ๆ ว่าแล้วก็เดินจากกุฏิ พอเดินลงไปก็เหยียบน้ำ น้ำประมาณครึ่งหน้าแข้ง
สักพักงูตัวหนึ่งก็โผล่มาจากด้านข้างของกุฏิ มายังไงก็ไม่รู้ โผล่มาปุ๊บเราก็หลบ
เดิน ๆ ไปเพื่อหนีน้ำก้อนใหญ่ น้ำก็ค่อย ๆ ขึ้น เราก็หนีน้ำขึ้นเนินสูง ปุ๊บงูอีกตัว
โผล่มา หลบงู กำลังไต่เนินจะขึ้นแล้ว งูตัวสุดท้ายโผล่มาจากเขาไหนรูไหนก็
ไม่รู้มุดเข้าไปในสบง ตกใจ ออกจากสมาธิ จนป่านนี้ตีความไม่ถูกว่าเพราะ
อะไร  แท้จริงตีความครั้งแรกว่า งูนั้นส่วนใหญ่ตามความฝันก็หมายถึงเพศ
ตรงข้าม งูเงี้ยวเกี่ยวกับผู้หญิงแน่นอน ต้องมาสามเที่ยว แต่สุดท้ายจนเดี๋ยวนี้
เพิ่งรู้ว่างูนี้บางทีมันก็คือโรคภัยไข้เจ็บได้  เป็นโรคภัยไข้เจ็บหนัก ๆ หมายถึง
ว่า หนึ่ง - เคยเป็นอหิวาตกโรค คนจะตายแล้วไม่ตาย เคยตกภูทอกจากชั้น ๕
ลงมาที่พื้นแล้วไม่ตาย ครั้งสุดท้ายผ่าตัดริดสีดวงกับผ่าตัดลำไส้ เอาไส้มาไว้
ข้างนอก ถ่ายข้างนอก เพราะฉะนั้นบางทีมันไม่เกี่ยวกับเพศตรงข้าม เพราะว่า
เป็นพระ แล้วจะเจอเพศตรงข้ามยังไงเพราะอยู่กลางป่ากลางเขา บางทีโรคภัย
ไข้เจ็บก็เป็นไปได้ เกิดอุบัติเหตุ เกิดโรคภัยไข้เจ็บ จนถึงสามเที่ยว นี่ก็เป็นนิมิต
อันหนึ่งที่ทำให้เห็น ครั้งก่อนมีหนังสืออยู่เล่มหนึ่ง  อาจารย์อะไรไม่รู้เขียน
เกี่ยวกับพระเครื่องกับพระเขาเขียนเรื่องนี้แล้วสุดท้ายเขาบอกว่า ท่านเหมือน
ช้างเผือกของกองทัพธรรมสายพระอาจารย์มั่นช้างน้อย ช้างเผือก ช้างขาว
อันนี้เป็นสองแห่ง แล้วก็พระอาจารย์มหาบัวนั้นได้เปลี่ยนบาตร จากบาตรอัน
เล็ก ๆ ที่ใช้กันอยู่ในเมืองเปลี่ยนเป็นบาตรสแตนเลส พกไปไหนมาไหนมักก็
ใหญ่และหนักแล้วก็ออกจากวัดป่าบ้านตาด  ท่านบอกว่าเนื่องจากมีการแย่ง
กุฏิกัน เขาก็หาว่าเรานั้นไปแย่งกุฏิของเขา เราบอกไม่ต้องการหรอก เรา
ต้องการแค่ธรรมะ เพราะฉะนั้นได้ธรรมะแล้วก็เลยไปอยู่วัดร้าง เพราะฉะนั้น
ทั้ง ๔  อาจารย์นี้ มีคำถามคำตอบมีรายละเอียดอยู่ระดับหนึ่ง แต่บางที
คำสอนส่วนหนึ่งมาจากหนังสือเก่าที่ไม่ได้บอกต้นสายปลายเหตุ แต่เรื่อง
พวกนี้ไม่มีใครผิดไม่มีใครเขียนเพราะว่ายังไม่เป็นภาษาเขียน แล้วถัดมา
ก็คือว่า หลังจากออกจากพระอาจารย์มหาบัว ท่านสอนเรื่องข้อวัตรหนัก
แน่นมาก จนในที่สุดสมัยที่ไปอยู่กับหลวงปู่เทสก์ เทสรังสี นั้น วิธีฉันข้าว
ในบาตรนั้นท่านพยายามจะแยกของหวานของคาว แล้วก็ใส่ไปในฝาบาตร
ได้ แต่เมื่อมาวัดป่าบ้านตาดกับตรงข้ามของทุกอย่างปนกันอยู่ในบาตร
ของหวาน ของคาวปนกันในบาตร แต่ฝาบาตรกับไม่มีอะไรนอกจากน้ำ
ไว้ล้างมือ เพราะว่าไม่ไห้เกิดเสียงดัง ถ้าจะใช้ช้อน ๆ นั้นจะต้องเป็นช้อน
ที่หางสั้นแล้วต้องไม่กระทบบาตรเลย เพราะฉะนั้นพระส่วนใหญ่ก็เลย
ฉันมือ แล้วก็ล้างมือในฝาบาตร จะไม่มีของ แต่ถ้ามีพระอาจารย์มหาบัว
ก็จะทักว่ามันไม่พอหรือยังไงในบาตรถึงได้ล้นมาข้างนอก ก็เลยกลัว
พระอาจารย์มหาบัวกันในยุคนั้นพอสมควร นี่คือยุทธวิธีอันหนึ่ง พระอาจารย์
มหาบัวพูดอยู่คำหนึ่งว่า พระธุดงค์อย่างเราไม่ควรจะกลัวผีกลัวสาง กลัวผี
ทะเลใด ๆ ทั้งสิ้น ไม่ควรกลัว 
      แต่หลวงพ่อธรรมงามนั่งฟังพระอาจารย์มหาบัวที่วัดนั้นยังกลัวผีอยู่ ก็ถัด
จากอาจารย์วัดป่าบ้านตาดก็มาที่หมู่บ้านคำกลิ้ง ซึ่งใกล้กันที่นี่เรียนปริยัติ แต่
วัดป่าบ้านตาดไม่เรียนปริยัติ สวดมนต์ทำวัตรเช้า -  ค่ำให้ทำในกุฏิก็ทำเบา ๆ
มันหนวกหู อย่าเปลี่ยนแปลงวัดป่าบ้านตาด แต่หมู่บ้านคำกลิ้งเรียนเหมือนกับ
โรงเรียนปริยัติ ก็คือมีการสวดมนต์เสียงดัง เสร็จแล้วเราก็เลยไปขอพักศาลาที่
เก็บศพ  ไปถึงปั๊บศาลาหลังนั้นไม่มีไฟฟ้า แต่มีโครงกระดูกที่ใส่กล่องนมบ้าง
ใส่โหลบ้าง เป็นโครงกระดูก ๓๐ กว่าโครง แล้วยังมีใส่ปูนซีเมนต์เป็นช่อง ๆ
ไว้อีก แล้วยังมีฝังไว้ตามต้นไม้ก็มี แล้วที่เผาดิบ ๆ ก็ยังปรากฏอยู่ ก็มีครบ
เพราะฉะนั้นเป็นที่ทดสอบอย่างดีกว่ากลัวผีขนาดไหน นั่งศาลามีโครงกระดูก
ศพ ที่พักศพผีด้วย ตั้งแต่เช้าจนถึงเย็นไม่ต้องกลัวว่าจะมีแสงพระอาทิตย์ ผี
มันก็คงไม่ออก ใจคิดอย่างนั้น สักครู่หนึ่งพระเอาศพเด็กมา เป็นเด็กผู้หญิง
กินยาฆ่าตัวตาย เอามาตั้งปุ๊บ พอมันผ่านไปไม่เท่าไหร่ แสงแดดยังพอมี
ตอนหนักก็คือพระอาทิตย์ตกดินแล้วมันเงียบ  เปิดกลดเดินจงกรม ตรงไหน
มืดไม่เดินแล้ว นั่งสมาธิก็มองไป ลมพัดไหมวะ วู่ว่า ๆ ทั้งคืนไม่ได้นอน
วันหนึ่งกับคืนหนึ่งไม่ได้นอน เพราะกลัวผีจะหักคอทำร้ายร่างกาย วันที่หนึ่ง
อกไปบิณฑบาต กลับมาปุ๊บฉันอะไรเสร็จก็เดินจงกรมนั่งสมาธิ วันที่สองก็
ไม่นอน ไม่นอนสองวันแล้ว ไม่ยอมนอนกลางคืน ตาเริ่มมีเส้นแดง ๆ
วันที่สาม ฉันเสร็จอะไรเสร็จก็ไม่นอนอีก กลัวผี ลมพัดกลดวู่ว่า ๆ เฮ้ย มา
แล้วเหรอ
กลัวจัด พอวันสามนี่คิดได้ว่าไม่ได้นอนมา ๓ วันแล้ว ตาก็จะแตก
อยู่แล้ว มึงจะหักคอตายไม่ตายก็จะเป็นเพื่อนมึงแล้วผีเอ๊ย นอนละ ไม่ฟังอีร้า
ค่าอีลม จำวัตรเฉยเลย ตายก็ตายผีหักคอแน่ พอตื่นขึ้นมา เฮ้ย ไม่ตายว่ะ
ความที่ไม่ตายนี่เอง ก็เริ่มชิน ชินปุ๊บก็เริ่มก้าวออกจากกลดแทนที่จะอยู่ที่มืด
มันชินแล้ว ๓ - ๔ วัน เพราะฉะนั้นที่ไหนก็ตามที่เรารู้สึกกลัวหรืออะไร ลอง
อยู่กับมันสัก ๗  วันเป็นอย่างน้อย หลังจากนั้นสบายละ นั่งข้างนอกนอนบน
โลงเป็นแล้ว มันเคยชิน พอมันเคยชินแล้วรู้ว่ามันไม่มีอะไร ปลอดภัยแน่นอน
เราก็จะรอด ใหม่ ๆ นี่ไม่ได้ หลวงปู่ไหนมีป้ายมีธงติดไว้ก่อน กลัวผี พอนาน ๆ
แล้วรู้ว่าตัวเองหลอกตัวเองมากกว่า หรือที่พระอาจารย์มหาบัวบันทึกไว้ว่า 
มีคนถามหลวงปู่มั่นว่ามีผีจริงไหม หลวงปู่มั่นก็ตอบว่าถ้าผีมันมีจริงมันก็เป็น
อิสระในตัวมัน ไม่ขึ้นกับคนที่คิดถึงหรือไม่คิดถึงหรอก แต่ส่วนผีที่คนระลึกถึง
แล้วก็มี
อยู่นั้นเป็นสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นเอง เพราะฉะนั้นผีก็อยู่ในกลุ่มของเขา
เขาไม่มายุ่งเราหรอก ที่มายุ่งเพราะเราสร้างภาพให้ตัวเอง 
 

(อ่านต่อตอน ๒)

 

วัตถุมงคล