มหาพยัคฆา 

      กานพลูหรือไอ้ก้านที่ชาวบ้านไร่รู้จักคุ้นเคยเป็นอย่างดี เป็นหนุ่มเจ้า
สำอางค์
มักจะดูแลตัวเองให้เนี้ยบอยู่เสมอ วันหนึ่ง ๆ กานพลูจะต้องใช้
เวลาอยู่หน้ากระจก เพื่อเช็คดูตัวเองไม่ต่ำกว่าสิบครั้ง แม้แต่ทรงผมเขา
ก็พยายามทำให้ออกแนวนักร้องเกาหลี และการแต่งตัวก็ต้องหมั่นเช็ค
กระแสแฟชั่นเสมอเพื่อให้ตัวเองดูชิค(เท่ห์ทันสมัย)อยู่ตลอดเวลา
ส่วนสาเหตุที่เขาเปลี่ยนชื่อเป็นกานพลู ก็เพียงเพราะเขาคิดว่าชื่อเดิม
นั้นมันดูเชย ไม่อินเทรนด์แบบชื่อพระเอกสมัยนี้เอาเสียเลย ดังนั้นเขา
จึงบอกให้เพื่อนฝูงและบรรดาคนรู้จักเรียกว่า กานพลู
นับแต่นั้นมา ซึ่งจะว่าไปแล้วหน้าตาของกานพลูนั้นก็เข้าข่ายอยู่ในขั้นใช้ได้
แต่จะให้ถึงขั้นหล่อเป็นพระเอกหนังแบบที่เขาคิดเสมอนั้น เพื่อน ๆ ทุกคน
ต่างส่ายหน้าว่ามันเป็นไปไม่ได้....

      โลเกชั่นแถวบ้านไร่ของกานพลูมีบริษัททำหนังแวะเวียนมาไม่ขาด
ตัวเขาเองก็พยายามวิ่งผ่าน เดิน ๆ หยุด ๆ เเอ็คชั่นเก็บของตกแถวกองถ่าย
อยู่นั่นแหละ แต่ก็ไม่เป็นที่เตะใจต้องตาของปาปาราสซี่สักที แต่เขาก็ยัง
หวัง...เวลาผันผ่านไป...จากคุณกานพลูหนุ่มหน้าเด็ก เป็นหนุ่มหน้าน้า
นกกาชายป่าขยันเหยียบไว้ดันไม่ยอมเอารอยตีนคืน ปัดโธ่
! แล้ว
คุณกานพลูจะฝ่าฟันให้ถึงฝันไหมนี่ เฮ้อ...กูละขัดใจ...กลุ้มโว้ย
เขามักงึมงำไปอย่างนี้เสมอ...
 

      วันหนึ่ง...วันนั้นก็มาถึงจุดเปลี่ยน เอ๊ะ หรือจะเรียก
ว่าจุดหักเหของชีวิตก็ได้ เมื่อ ตาโมเครายาวข้างบ้าน
เวทนาในความพยายามของเขาอยู่หลายปี ก็คุณ-
กานพลูเขาเป็นพวกมีอัธยาศัยดี..น่าคบหา หลังจาก
เขาเลิกเพ้อฝันกับการไล่ล่าฝันที่จะเป็นดาว
(star hunt) แล้ว ก็ค่อยพูดคุย
กันได้รู้เรื่องขึ้น มัน
นิ่ง ขึ้นเยอะเลย แกสรุป...
 

      ตาโมตัดสินใจบอกกานพลูด้วยความหวังดีโดยการแนะนำให้กานพลู
ออกเดินทางไปยังที่แห่งหนึ่ง
ไปเถอะ...ไปแสวงหาความสงบสุขจาก
ความวิเวกของป่าเขาลำเนาไพรบ้าง ธรรมชาติรอบตัวที่เอ็งชินแต่เกิด
จะสอนเอ็ง เอ็งอยากหล่อสุดดิ้นสิ้นฟ้ามหาสมุทร ไม่แก่ ไม่เจ็บ ไม่จนละก็
สมุนไพรในหุบเขาลำเนาไพร ยังแปลงเป็นยาอายุวัฒนะให้เอ็งได้ สะกด
ให้เอ็งไม่ร่านทุรน
ทุรายอย่างที่ผ่านมาก็ได้นะ... ตาโมการันตี หนุ่ม-
กานพลูหยุดทำหน้าหมองเป็นมองหน้าตาโมทันที เลิกก้มหน้าดูเท้าติด
ดินในพริบตา พลันมีเสียงเพลงดังขึ้นมาในใจเช่นนี้
ชีวิตมันต้องเดินตาม
หาความฝัน
หกล้มคลุกคลานเท่าไหร่ มันจะไปจบที่ตรงไหน แต่ยังไงก็
ต้องไปให้ถึง
ที่สุดถ้ามันจะไม่คุ้มแต่มันก็ดีที่อย่างน้อย ได้จดจำว่า
ครั้งหนึ่งเคยก้าวไป
แค่คนที่เชื่อในความฝัน จะเหน็ดเหนี่อยก็ยัง
ต้องเดินต่อไป

       เอาไงเอากันคุณก้าน....เวลาผ่านไปวันแล้ววันเล่า ชายหนุ่มได้เดิน
ท่องเที่ยวไปในป่า ด้วยจุดประสงค์สองประการ คือเพื่อแสวงหาต้นไม้
พิเศษชนิดหนึ่ง
ซึ่งมีตาโมบอกว่าเป็นยาอายุวัฒนะ เมื่อนำมาประกอบ
ยาบริโภคเข้าไปแล้ว จะทำให้เขาเป็นคนหนุ่มอยู่ตลอดกาล ไม่รู้จักแก่
เฒ่าและโรคภัยไข้เจ็บจะไม่เบียดเบียนจะมีอายุยืนหมื่นปี จุดประสงค์
ประการที่สองก็เพื่อแสวงหาความสงบสุขจากความวิเวกของป่า
เขาลำเนาไพร

       วันหนึ่งขณะที่กำลังนั่งพักอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ภายในป่า เขาได้ยินเสียงสัตว์ชนิดหนึ่งร้องอยู่ในพงไม้ ซึ่งไม่ห่างจากตัวเขานัก ฟังดูคล้ายกับเสียงแมวร้อง และเป็นเสียงร้องแสดงความเจ็บปวด หรือความหิวโหยอย่างใดอย่างหนึ่ง เขาเงี่ยหูฟังด้วยความตั้งอกตั้งใจ เสียงนั้นยังคงอยู่และฟังโหยหวนยิ่งขึ้น ทำให้ชายหนุ่มเกิดความสงสารขึ้นมาทันที เขาได้ลุกขึ้นเดินฝ่าพงไม้ไปตามทิศทางที่เสียงนั้นดังมา ไปไม่ไกลเท่าไร  เขาก็ได้พบต้นตอของเสียงมันเป็นลูกเสือ
โคร่งตัวเล็ก ๆ ซึ่งกำลังคลานต้วมเตี้ยมไปมาอย่างน่าเอ็นดู พอเห็นเขา
ลูกเสือได้แหงนหน้าขึ้นมองดูเขาด้วยดวงตากลมโตแวววาวด้วยความ
ตกใจ แต่แล้วมันก็ค่อย ๆ คลานตรงมายังเขาด้วยดวงตาละห้อยน่า
สงสาร กานพลูก้าวสวบ ๆ ไปข้างหน้า เพื่อจะจับเอาลูกเสือมาตระกอง
กอดด้วยความเอ็นดู แต่แล้วเขาก็หยุดชะงัก เพราะฉุกคิดขึ้นมาได้ว่า
แม่เสืออาจจะอยู่ใกล้ ๆ แถวนั้น ไวเท่ากับความคิด เขาได้ถอดมีด
ปลายแหลมออกจากฝักซึ่งเหน็บอยู่ที่สะเอวถือไว้อย่างมั่นคงในท่า
เตรียมพร้อม แล้วก็กวาดสายตาไปรอบ ๆ เขาตกใจแทบสิ้นสติเมื่อ
เหลือบไปเห็นเสือใหญ่ลายพาดกลอนกำลังหลับสนิท เขายิ้มนิด ๆ
เพราะเห็นเป็นโอกาสเหมาะที่จะจัดการกำจัดมันเสียในขณะที่มันกำ
ลังหลับ... แต่แล้วเขาก็รู้สึกประหลาดใจ เพราะสังเกตเห็นมีลูกศร
สามลูกเสียบอยู่ ที่คอ ที่หัวใจ และที่ก้นของเสือ เขาถอนหายใจ
อย่างโล่งอก เพราะเชื่อว่าแม่เสือตัวนั้นได้ตายสนิทเสียแล้วเพราะ
ลูกศรทั้งสามของนายพรานคนใดคนหนึ่งเป็นแน่แท้...

       เขาได้หันไปมองดูลูกเสือ ซึ่งกำลังร้องคลานเข้ามาหาอย่าง
กะปลกกะเปลี้ย เขาได้ยื่นมือไปจับมันขึ้นมาอุ้มและเอามือลูบหัวมัน
ด้วยความสงสารเอ็นดู เขารีบนำลูกเสือกลับออกมายังร่มไม้ที่เดิมริน
น้ำจากกระบอกไม้ไผ่ใส่อุ้งมือแล้วเอาปากลูกเสือแตะ ปรากฎว่ามันได้
เลียกินอย่างหิวกระหาย เขาต้องเทน้ำให้มันหลายครั้ง พอดื่มน้ำเสร็จ
ชายหนุ่มได้ควักเอาเนื้อแห้งจากย่ามให้ลูกเสือกินจนอิ่ม ตั้งแต่นั้นมา
กานพลูก็อุ้มลูกเสือตระเวนไปในป่าเพื่อแสวงหายาวิเศษที่ต้องการ
เขาได้เอาใจใส่ปฏิบัติบำรุงสัตว์เลี้ยงของเขาเป็นอย่างดี ไม่ว่าเขาจะ
กินอาหารชนิดไหนเขาจะต้องแบ่งให้ลูกเสือของเขาด้วย ลูกเสือตัวนั้น
ก็เลี้ยงง่ายอย่างน่าอัศจรรย์ กินอาหารได้ทุกชนิด แม้แต่ผักและผลไม้
ซึ่งเสือโดยทั่วไปไม่กินกัน ลูกเสือได้โตวันโตคืนจนกลายเป็นลูกเสือ
ที่น่ารัก มีขนนุ่มนิ่ม ตาใสแจ๋วแหวว กระโดดโลดเต้นไปมาอย่างปราด
เปรียว ชายหนุ่มรักและหลงใหลในสัตว์เลี้ยงของตนประดุจว่ามันเป็นลูก
ของตนจริง ๆ เขาได้ประคบประหงมด้วยความเอาใจใส่ และด้วยความ
เป็นห่วงกังวล บางครั้งเมื่อได้อาหารมาน้อย เขาถึงกับยอมอดให้อาหาร
ทั้งหมดแก่ลูกเสือ

       เมื่อท่องเที่ยวไปในป่าเป็นเวลานานโดยมิได้พบยาวิเศษที่มุ่งหมาย
ชายหนุ่มก็ตัดสินใจกลับบ้าน พร้อมด้วยลูกเสือสุดที่รักของเขา
ในวันที่เขา
กลับมาถึงบ้านนั้น ชาวบ้านได้หลั่งไหลไปดูลูกเสือด้วย ความตื่นเต้น
ปะดุจว่ามีงานมหกรรมครั้งใหญ่ ทุกคนออกปากชมเชย ความน่ารักของ
ลูกเสือ และขอจับขออุ้มกันให้วุ่นไปหมด บางคนก็กลับบ้านนำเอาอาหาร
ต่าง ๆ มาให้ลูกเสือกิน  ดูเหมือนว่าชาวบ้านทุกคนได้ หลงรักลูกเสือตัวนั้น
อย่างมาก จนกระทั่งลูกเสือตัวนั้นกลายเป็นสมบัติอันมีค่ายิ่งของหมู่บ้าน
มากกว่าของกานพลูผู้เป็นเจ้าของคนเดียว

       ลูกเสือได้เจริญเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว เพราะได้รับการเลี้ยงบำรุง
เป็นอย่างดีจากเจ้าของ และชาวบ้านที่หลงรักมัน ยิ่งโตขึ้นมันก็ยิ่งกิน
อาหารมากขึ้น และยิ่งโตขึ้นเป็นเสือหนุ่มสีเหลืองอร่าม มีแถบสีดำตัว
ทั่วตัวดูสวยงามยิ่งขึ้น แต่แล้วก็ได้เกิดความตื่นเต้นโกลาหลขึ้นเป็นการ
ใหญ่ในเช้าวันหนึ่ง ทีแรกก็ภายในเรือนของชายหนุ่มก่อน ภายหลังก็
กระจายไปทั่วหมู่บ้าน เพราะปรากฏว่าเมื่อตื่นขึ้นในเช้าวันนั้น ชายหนุ่ม
ผู้เป็นเจ้าของได้สังเกตเห็นสัตว์เลี้ยงของเขามีรูปร่างวิกลผิดไปจาก
ปกติอย่างมาก คือหัวของเสือตัวนั้นได้ขยายโตขึ้นกว่าแต่ก่อน
ประมาณสามเท่า และเกิดมีปากมากขึ้นถึงหกช่อง
เรียงรายตั้งแต่หู
ด้านหนึ่งไปถึงอีกด้านหนึ่ง เขาถึงกับยืนตะลึงอ้าปากค้างที่ได้เห็นลักษณะ
อันประหลาดมหัศจรรย์นั้น

       เมื่อได้ทราบข่าวนั้น ชาวบ้านต่างหลั่งไหลไปดูกันเป็นการใหญ่
อีกครั้งหนึ่ง และทุกคนตะลึงไปตาม ๆ กันแทนที่จะตื่นเต้นดีใจเหมือน
คราวแรก คราวนี้ประชาชนต่างหันหน้าเข้าปรับทุกข์กันเป็นกลุ่ม ๆ
วิพากษ์วิจารณ์กันไปต่าง ๆ นานา ด้วยใบหน้าแสดงความวิตกกังวล
อย่างยิ่ง ผู้เฒ่าผู้แก่ส่วนมากเห็นกันว่า นั่นเป็นเครื่องหมายแห่งเสนียด
จัญไร และความหายนะแห่งหมู่บ้านในอนาคต ชาวบ้านต่างแยกย้าย
กันกลับด้วยความรู้สึกชนิดตรงกันข้ามกับคราวแรก คือคราวแรกด้วย
ความรักเอ็นดูในลูกเสือแต่คราวนี้ด้วยความหวาดกลัวและขยะแขยง

      ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา เสือประหลาดตัวนั้นก็กินอาหารมากขึ้น
กว่าเดิมถึงหกเท่า เพราะมีปากถึงหกปาก แต่ละปากกินอาหารชนิดเดียว
ไม่ยอมรับอาหารชนิดอื่น บัดนี้กานพลูต้องทำงานหนักตัวเป็นเกลียว
เพื่อหาอาหารมาให้สัตว์เลี้ยงของตนกิน จนไม่เป็นอันประกอบ
การงาน
เลี้ยงชีพ เมื่อได้อาหารมากขึ้นและกินอาหารมากขึ้นเป็นเงาตามตัว
ชายหนุ่มต้องทำงานหนักทั้งกลางวันกลางคืน เพื่อนำอาหารมาเลี้ยง
เสือ เป็นอันว่าบัดนี้เขาได้ตกเป็นทาสของเสือเสียแล้วอย่างสมบูรณ์
แทนที่จะเป็นนายดังแต่ก่อน

      เมื่อใดเสือเกิดหิวขึ้นมา มันก็จะตรงเข้าตบกัดข่วนชายผู้เป็นเจ้าของอย่างไม่ปราณี เขาต้องวิ่งไปหาอาหารมาป้อนปากทั้งหกของมัน  เมื่อมันกินอาหารอิ่มแล้ว  มันก็จะล้มตัวลงนอนหลับไป  ขณะที่เสือหลับชายหนุ่มรู้สึกสบายใจ เพราะมีเวลาพักผ่อนหายใจบ้าง แต่เมื่อเสือตื่นขึ้น  มันตื่นขึ้นพร้อมด้วยความหิวกระหายอย่างร้ายกาจ มันตรงเข้าตะปบตบกัดชายหนุ่มอย่างไมปราณี จนเขา
ต้องรีบวิ่งไปหาอาหารมาให้มันกิน

      ชายหนุ่มต้องประสบกับความตกระกำลำบากแสนสาหัสในการ
หาอาหารมาเลี้ยงเสือ จนกระทั่งมีร่างกายซูบผอมลงอย่างเห็นอย่างได้ชัด
เมื่อหาโดยทางสุจริตไม่ได้ บางทีเขาก็ขโมยสิ่งของต่างๆ ของชาว
บ้านมาเลี้ยงเสือ เช่น ขโมยผัก ขโมยเงิน ขโมยไก่ เป็นต้น ทีแรก
ชาวบ้านก็ไม่ติดใจจะเอาความกับเขา เพราะความสงสารเห็นใจเขา
แต่ต่อมาภายหลังเมื่อเขาขโมยหนักขึ้น เอาของมีค่ามากขึ้น 
ชาวบ้านก็อดทนไม่ได้จึงจับตัวเขาส่งตำรวจให้ดำเนินคดี ในที่สุด
เขาก็ถูกขังอยู่ในเรือนจำเป็นเวลาหกเดือน  ตลอดเวลาหกเดือนนั้น
เขาได้นำเอาเสือเข้าไปอยู่ในเรือนจำนั้น เนื่องจากในเรือนจำไม่มี
อาหารเพียงพอ เสือของเขาจึงอดอยากหิวกระหายจนผอมโซ 
และตบตีกัดข่วนชายหนุ่มทุกวัน จนเขาได้รับทุกข์เวทนาแสนสาหัส

       เมื่อพ้นจากเรือนจำแล้ว ชายหนุ่มก็วิ่งเต้นหาอาหารให้เสือกิน
เป็นการใหญ่ จนกระทั่งเสือกลับมาอ้วนพีตามเดิม วันหนึ่งขณะที่
กำลังเดินทางไปแสวงหาอาหารให้เสือนั่นเอง เขาก็ได้พบชายแก่
ท่าทางน่าเคารพนับถือคนหนึ่ง กำลังนั่งอยู่ใต้ต้นไม้ข้างทาง 
ชายหนุ่มได้เข้าไปหาและเล่าเรื่องเสือ และความยากลำบากของตน
ให้ชายแก่ฟัง พร้อมขอคำแนะนำว่าจะทำอย่างไรดี?
ก็ฆ่าเสือเสียซี ชายแก่ให้คำแนะนำ
ผมฆ่ามันไม่ได้หรอกครับ ชายหนุ่มตอบด้วยเสียงอ่อย
ผมทำไม่ลง ผมเลี้ยงมันมาตั้งแต่เล็กแต่น้อย ผมรักมันเหมือน
ตัวเอง ผมฆ่ามันไม่ได้แน่ ๆ
 
ถ้าฆ่ามันไม่ได้ก็หาเลี้ยงมันต่อไป ชายแก่พูดอย่างไม่ใยดีแล้วก็
หันหน้าหนีไปทางอื่น ทั้งคู่ก็นั่งเงียบอยู่ครู่หนึ่ง ชายแก่จึงหันหน้า
มาพูดว่า
 
ถ้าเจ้ามีปัญหาให้กลับมาหาตาอีก ตาจะนั่งอยู่ที่นี่และยินดีให้คำ
แนะนำแก่เจ้า
 
ชายหนุ่มขอบคุณชายแก่แล้วก็อำลาไป 

       วันหนึ่งขณะเสือของเขากำลังนอนหลับอยู่ข้างๆ ชายหนุ่มได้
แลดูมันด้วยความรักความเอ็นดู จิตใจของเขาหวนคิดกลับคืนไป
ยังป่า ที่ซึ่งเขาได้มันมาครั้งแรกเพราะแม่ของมันถูกลูกศรตาย 
เมื่อคิดถึงตอนนี้ จิตใจของเขาก็เต็มตื้นไปด้วยความสงสารเอ็นดู 
แต่เมื่อคิดถึงความยากลำบากในการหาอาหารมาเลี้ยงมัน และ
ความทารุณโหดร้ายของมันเมื่อเกิดความหิวแล้ว เขาก็เกิดความคิด
ที่จะฆ่ามันเสียตามคำแนะนำของชายแก่ แต่ถึงกระนั้นความรัก 
ความสงสาร  กับความเกลียดชังต่อสู้กันอยู่ในจิตใจเป็น
เวลานาน 
ผลัดกันได้เปรียบเสียเปรียบหลายครั้ง  ขณะที่เขากำลังนั่งคิดอยู่
นั่นเอง เสือร้ายก็กระดุกกระดิกและเอาลิ้นเลียปากทั้งหกของมัน
แสดงว่ากำลังหิวแต่แล้วมันก็ม่อยหลับไปอีก เมื่อคิดถึงความทารุณ
โหดร้ายของมัน ขณะที่จะตื่นขึ้น ชายหนุ่มก็ตัดสินใจที่จะจัดการฆ่า
มันเสียในขณะที่กำลังหลับ เขาชักมีดคู่มือออกมาจากฝักแล้วก็
กระหน่ำแทงเสือของเขาอย่างไม่นับครั้ง  แต่เป็นที่น่าอัศจรรย์
อย่างยิ่งที่มีดของเขามิได้ระคายเคืองผิวหนังของเสือเลย เขาแทง
ลงไปจนสุดแรง  แต่ผิวหนังของเสือก็เพียงแต่ยุบตามปลายมีดลงไป
แล้วก็ตึงกลับคืนตามเดิมเมื่อเขาชักมีดออก

      เมื่อตื่นขึ้นและรู้ว่าตัวถูกทำร้าย เสือได้ลุก
ขึ้นนั่งแล้วกระโจนเข้าตะปบเจ้าของ และใช้ปาก
คาบหลังของเขาชูขึ้นฟัดเหวี่ยงอย่างดุร้าย จนกระทั่ง
ชายหนุ่มเป็นลมสลบไปจึงวางลงบนพื้น แล้วมันก็เดินวนเวียนไปมา
รอบๆ ด้วยความโกรธและความหิวกระหาย เมื่อฟื้นขึ้นมาอีกครั้ง 
ชายหนุ่มรีบวิ่งแจ้นไปหาอาหารมาให้เสือของเขากินตามเคย 
ความลำบากทำให้เขาต้องไปพบชายแก่ในป่าอีกครั้ง
 
ผมได้พยายามฆ่ามันแล้วแต่ไม่สำเร็จครับ ชายหนุ่มพูดพลางสั่น
ศีรษะอย่างเหนื่อยหน่าย 
หนังของมันเหนียวยังกับทำด้วยเหล็กเมื่อถูกชายแก่ถาม เขาก็บรรยาย
วิธีการฆ่าที่เขาได้ทำมาให้ชายแก่ฟัง
ชายแก่หัวเราะอย่างกรุณาแล้ว
พูดขึ้นว่า 
เจ้าทำอย่างนั้นไม่มีทางสำเร็จหรอก เพราะเสือมันมีกำลังมาก ก่อนอื่น
เจ้าต้องจับมันขังในกรงเสียก่อน ลองเอากรงนี้ไปขังดูซิ
 ว่าแล้วชายแก่
ก็หยิบเอากรงขนาดใหญ่ซึ่งแวดล้อมด้วยลูกกรงห้าซี่ ชายหนุ่มรับ
เอากรงไว้ด้วยความขอบคุณแล้วก็แบกกรงกลับบ้าน

       เขาได้พยายามอยู่หลายวัน จึงสามารถล่อเสือเข้ากรงได้สำเร็จ 
พอรู้ว่าตนถูกขัง เจ้าตัวร้ายก็เริ่มดิ้นรนสุดแรงเกิดและส่งเสียงคำราม
ลั่นด้วยความโกรธ  มันเดินวนเวียนไปมาภายในกรง เอามืออันหนา
เตอะของมันไปผลักลูกกรงซี่นั้นซี่นี้  เพื่อจะทดสอบความมั่นคงแข็งแรง
ในที่สุดมันก็พบซี่ที่อ่อนแอเข้า  มันโถมตัวเข้าพังลูกกรงซี่นั้นครั้งเดียว
ลูกกรงก็หักสะบั้น  มันกระโดดออกมายืนแยกเขี้ยวคำราม  แล้วก็ตรงรี่
เข้าตบกัดฟัดเหวี่ยงชายผู้เป็นเจ้าของอย่างไม่ปรานี ชายหนุ่มได้กลับ
ไปหาชายแก่ในป่าอีก  และเล่าเรื่องราวให้ฟังอย่างละเอียด  ชายแก่
มองดูใบหน้าอันเต็มไปด้วยรอยเล็บของเสือของชายหนุ่มแล้วพูด
ขึ้นว่า 
เสือตัวนี้ร้ายมาก กรงห้าซี่อ่อนเกินไป เห็นจะต้องใช้กรงที่
แข็งแรงกว่านี้
ว่าแล้วเขาก็เข้าไปหยิบกรงใหม่มาให้ชายหนุ่ม 
คราวนี้เป็นกรงแปดซี่ ซึ่งดูมั่นคงแข็งแรงกว่ากรงห้าซี่มาก

      ชายหนุ่มกล่าวขอบคุณชายแก่ผู้หวังดี แล้วก็แบกเอากรงแปดซี่
กลับบ้าน ในที่สุดเขาก็หลอกให้เสือร้ายเข้ากรงได้สำเร็จ พอติดกรง
เจ้าเสือร้ายก็ยังคงแสดงเดชทำลายกรงออกมาได้ตามเคย และตรง
เข้าขบกัดชายผู้เป็นเจ้าของอย่างทารุณ

 ครั้งที่สาม  ชายแก่ได้ให้กรงสิบซี่ไปขังเสือ  แต่ก็
ต้องล้มเหลวอีก 
ตายังเหลืออีกกรงเดียวเท่านั้น  ชายแก่บอก
เจ้าของเสือเมื่อเขามาพบเป็นครั้งที่สี่ 
เป็นกรงที่ดีที่สุดในโลก  มีซี่ลูกกรงถึง ๒๒๗ ซี่ 
ลองเอาไปใช้ดู  ตารับรองว่าคราวนี้เจ้าลายพาดกลอนอยู่แน่ๆ
 
    
สมดังคำที่ชายแก่พูด  เพราะเจ้าเสือร้ายไม่สามารถจะทำลายกรง
๒๒๗ ซี่ได้เลย มันเดินวนเวียนไปมาภายในกรงด้วยความกระวน
กระวาย บางครั้งก็ส่งเสียงร้องคำรามอย่างน่ากลัว ชายหนุ่มดีใจที่
สามารถจับเสือร้ายได้สำเร็จ แต่เมื่อหวนคิดดูว่าได้เลี้ยงมันมา
ตั้งแต่เล็กน้อยเขาก็อดที่จะสงสารมันมิได้ เพราะความสงสารนี้เอง
เขาจึงยังคงไปแสวงหาอาหารมาป้อนเสืออยู่ตามเดิม  เพราะฉะนั้น
เสือก็ยังคงมีชีวิตอยู่
เสือตายหรือยัง พ่อหนุ่ม?” ชายแก่ถามเมื่อชายหนุ่มเจ้าของเสือ
ไปเยี่ยมอีกครั้ง
ยังไม่ตายครับ ชายหนุ่มตอบ
เอ๊ะ  ทำไมยังไม่ตาย ชายแก่พูดคิ้วขมวดด้วยความสงสัย
ตาให้กรง ๒๒๗ ซี่
 แก่เจ้าไปนานแล้ว ป่านนี้มันน่าจะตายแล้ว
เจ้ายังให้อาหารมันอยู่ใช่ไหม?”
ใช่ครับ ชายหนุ่มตอบ
มิน่าเล่า ชายแก่อุทานพร้อมกับเอามือตบเข่ามันถึงยังไม่ตาย
ตั้งแต่นี้ต่อไป  เจ้าจะต้องหยุด  อย่าให้อาหารมันเป็นอันขาด

ผมทำอย่างนั้นไม่ได้หรอกครับ  ชายหนุ่มพูดด้วยเสียงละห้อย
โธ่  ผมเลี้ยงมันมาตั้งแต่เล็กแต่น้อยจนโต  ผมรักมันดุจตัวเอง
เพียงแต่จับมันขังไว้ในกรง  ผมก็สงสารมันแทบใจจะขาดอยู่แล้ว"
 
ชายแก่นิ่งจ้องดูชายหนุ่มอยู่ครู่หนึ่งแล้วก็พูดขึ้นช้าๆ ว่า
แต่เจ้าต้องไม่ลืมว่า  เจ้าได้รับความยากลำบากเพราะมันสักเพียงไร
ถ้าเจ้ายังรักมันอยู่ก็ให้อาหารบำรุงมันต่อไป  แต่สักวันหนึ่งมัน
สามารถจะทำลายกรงออกมาได้  แล้วอย่ามาคร่ำครวญให้ตาฟัง
ก็แล้วกัน

      ชายหนุ่มกลับไปนอนคิดอยู่หลายวันทีเดียว  แต่ในที่สุดก็ตัด
สินใจปฏิบัติตามคำแนะนำของชายแก่คืองดให้อาหารแก่เสือ 
เมื่อขาดอาหาร  เจ้าเสือร้ายที่ถูกความหิวทรมานก็วิ่งพล่านไป
มาภายในกรงส่งเสียงร้องอย่างโหยหวน  บางทีก็ลงนอนเกลือก
กลิ้งบนพื้นกรง  บางครั้งก็ทิ้งตัวปะทะซี่ลูกกรงเสียงดังสนั่น 
ชายหนุ่มเห็นแล้วรู้สึกสงสารสัตว์เลี้ยงคู่ชีพของเขาจนน้ำตาตก
บางครั้งถึงกับวิ่งไปนำอาหารมาจะโยนให้  แต่เมื่อหวนคิดถึงคำพูด
ของชายแก่เขาก็หยุดชะงัก 
ถึงเวลาแล้วที่ข้าจะต้องโหดร้าย
ทารุณต่อเจ้าบ้าง
เขากัดฟันพูดกับตัวเองหลายวันผ่านไป 
เจ้าเสือร้ายที่ขาดอาหารก็แสดงอาการว่าอ่อนกำลังลง  มีรูปร่าง
ผอมเดินโซเซไปมาอย่างช้าๆ  กานพลูรู้สึกสงสารมันแทบทนไม่
ไหว  แต่เขาก็พยายามข่มใจที่จะลืมมันเสีย  ต่อมาไม่นาน 
เจ้าเสือร้ายก็นอนหายใจแขม่วๆ  อยู่บนพื้นกรง  กระดุกกระดิก
ไม่ได้เพราะความหิวโหยอ่อนเพลีย  ชายหนุ่มรีบไปรายงานให้
ชายแก่ทราบและขอคำแนะนำจะให้ทำอย่างไรต่อไปดี

ได้การแล้ว  ชายแก่พูดอย่างลิงโลด  พลางคว้าขนดเชือกออกมา
ยื่นให้ชายหนุ่ม 
เจ้าจงค่อยๆ เปิดประตูกรงเข้าไปในขณะที่มันหลับ  เอาเชือกนี้ผูกขา
เสือทั้งสี่ขา  รวบเข้าด้วยกันให้มั่นคง  แล้วก็เอามีดนี้แทงตรงหัวใจมัน
ทันที  เสือก็จะตายสมความปรารถนา  หลังจากนั้นเจ้าก็จะสบาย

       หลังจากรับเอาเชือกและมีดจากชายแก่แล้ว  หนุ่มเจ้าของเสือก็
รีบกลับบ้าน  เขารอเวลาอยู่จนเสือนอนหลับสนิทแล้ว  จึงค่อย ๆ
เปิดประตูกรงเข้าไปข้างใน  เขายื่นมืออันสั่นเทาเข้าไปจับขาเสือ
รวมกันและมัดด้วยเชือกอย่างรวดเร็ว  ขณะที่กำลังมัดอยู่นั้น  เสือได้
ตื่นขึ้น  มันจ้องดูเขาด้วยสายตาแสดงความวิงวอนเป็นครั้งสุดท้าย
แต่ชายหนุ่มมิได้เอาใจใส่ เขาก้มหน้าก้มตาผูกต่อไป ฝ่ายเสือก็มิได้
แสดงอาการเคลื่อนไหวแม้แต่น้อย แสดงว่ามันหมดเรี่ยวแรงใด ๆ
อย่างสิ้นเชิงแล้ว เมื่อผูกเสือเสร็จ ชายหนุ่มได้ชักมีดปลายแหลมที่
ได้มาจากชายแก่ออกมา ยกมีดขึ้นสุดแขนเตรียมจะแทงกระหน่ำ
ตรงหัวใจ แต่แล้วเขาก็ต้องหยุดชะงัก เพราะเสือได้ส่งเสียงร้อง
ครวญครางขึ้นมาอย่างน่าสงสาร มีน้ำตาไหลออกมาจากดวงตา
อันขุ่นมัวของมัน แต่บัดนี้ชายหนุ่มได้ตัดสินใจเด็ดขาดแล้วว่าจะ
ฆ่ามันเสีย เขาได้ยกมีดขึ้นอีกครั้งหนึ่งแล้วจ้วงแทงตรงหัวใจเสือ
สุดแรงเกิด

       ทันใดนั้น สิ่งประหลาดมหัศจรรย์ก็เกิดขึ้น ได้เกิดมีแสงสว่าง
วาบขึ้นทั่วบริเวณ จนชายหนุ่มต้องหลับตา พร้อม ๆ กับแสงประหลาด
นั้นได้มีเสียงดังสนั่นหวั่นไหวคล้ายกับแผ่นดินถล่ม แต่เหตุการณ์
ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นชั่วครู่เดียวก็หายไป เมื่อชายหนุ่มลืมตาขึ้นนั้น
เขาต้องประหลาดใจเพิ่มขึ้นอีกหลายเท่า เพราะปรากฏว่าเสือที่
เขามุ่งฆ่านั้นได้อันตรธานไปไหนก็ไม่ทราบ ไม่มีอะไรเหลืออยู่เลย
แม้แต่เลือดสักหยด หรือขนสักเส้นเดียว เขามองไปรอบ ๆ ตัวเพื่อ
จะดูว่ามันหายไปไหน แต่ก็ต้องตกตะลึงงงงันยิ่งขึ้น เพราะแม้แต่
กรงที่ขังเสือก็อันตรธานหายไปด้วย เขารู้สึกโล่งใจและสบายใจดุจตาย
แล้วเกิดใหม่ทีเดียว เขารีบวิ่งเข้าไปในป่าเพื่อจะไปขอบคุณชายแก่
แต่ชายแก่ผู้ใจดีก็อันตรธานไปเสียอีก... ตั้งแต่นั้นมาเขาก็อยู่อย่างเป็นสุข
 

บทส่งท้าย

 

 

        อรุณรุ่งของวันหนึ่ง สีทองเริ่มสาดแสงเรืองจับตา
ณ ปลายฟ้าลิบ ๆ ชายหนุ่มกานพลูขัดสมาธิอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่
พลางสูดรับลมเย็นเช้ามืดที่โชยเอื่อย ๆ สดชื่นและสบายใจนัก
สรรพสิ่งรอบตัวขยับเขยื้อนเคลื่อนไหว เริ่มบทบาทแห่งธรรมชาติ
ที่เวียนมา แล้วก็เวียนไปเป็นชีวิตให้สัมผัสครั้งแล้วครั้งเล่า พลังลม
หายใจของกานพลูสูดเข้าผ่านออกทั่วปอดและทั่วสรรพร่างกาย
ผ่อนคลายกับจังหวะเต้นของสัญญาณชีพอย่างสม่ำเสมอ พาเสียง
เพรียกในใจแผ่กว้างออกไป เบาลอย...ยาวไกลสู่อาณารอบตัว
พลังนั้นไม่มีสิ้นสุด ไม่มีประมาณ
ตาครับ...ผมคิดถึงตา ผมยัง
ไม่ได้ขอบคุณ ตาเลย
...กานพลูกระซิบ

        เบื้องหน้านั้น เขาเห็นมณฑปใหญ่ ยอดแหลมมณฑประยิบ
ระยับกระทบแสงแรกของพระอาทิตย์ยามเช้างามจับตา เหมือน
พระพุทธบาทสระบุรีที่ชายหนุ่มเคยไปกราบไหว้ พระภิกษุแถวยาว
เดินเรียงลำดับขึ้นบรรไดของมณฑป แต่ยังคงเป็นภาพที่ไม่ชัดเจนนัก
แวบเดียวที่นึก
ภาพทั้งหมดกลับขยับเข้ามาใกล้ ปรากฏร่างของ
พระรูปหนึ่งยืนอยู่เบื้องหน้าอย่างแจ้งประจักษ์ ท่านมีลักษณะชราภาพ
มากแล้วเพราะสีขาวของผมที่สั้นเกรียนข้างหูบ่งบอกออกมา
ดวงหน้าของท่านสดใสและเผยแย้มริมฝีปากนิด ๆ อย่างใจดี
ความเมตตาระบายอยู่ทั่วดวงหน้าของท่าน
ตานี่นา  ตา....ตา
จริง ๆ ด้วย
ใจของกานพลูบอกเช่นนั้น พลันแถวเรียงยาวของ
พระที่กำลังเดินขึ้นพระพุทธบาทนั้นปรากฏเป็นใบหน้าของหลวงตา
ทั้งหมดทุก ๆ รูป จากวัยหนุ่มจวบจนถึงวัยปัจจุบัน
!!

       ทุกวันพระ ๑๕ ค่ำ กานพลูจะคอยเฝ้าน้อมกราบโยนิโสมนสิการ
เพื่อน้อมระลึกถึงพระคุณของตาตลอดมาไม่เคยขาด...

 

 

วัตถุมงคล