จากเซนไดถึงไทยแลนด์

 

"วันนี้ช่างเป็นวันที่วุ่นวายเสียจริง ๆ!” ข้าพเจ้าบ่นพึมพำกับตัวเอง เพราะตั้งแต่เช้ามายังไม่ได้หยุดพัก ไปโน้นมานี่ เดินทางตลอดทั้งวันเลย แต่ที่ทำให้หัวเสียสุด ๆ ก็ตรงสภาพดินฟ้าอากาศบ้านเราที่เดี๋ยวร้อน เดี๋ยวหนาว เดี๋ยวฝนตก สักพักแดดออก ทำเอาจนร่างกายของข้าพเจ้าปรับอุณหภูมิไม่ถูกกันเลยทีเดียว แต่ที่กลัวมากกว่านั้นคือ ข่าวในทีวีที่เกิดสึนามิขึ้นที่ประเทศญี่ปุ่น เป็นข่าวที่น่าตกใจมากเพราะเป็นเรื่องใกล้ตัวพวกเรา แถมประเทศไทยก็เคยเกิดเหตุการณ์แบบนี้กันมาแล้ว หรือว่านี่จะเป็นลางบอกเหตุ เป็นสัญญาณเตือนจากธรรมชาติ...ว่าใกล้ถึงวันที่โลกจะแตกแล้วจริง ๆ!

แต่เราก็เป็นคนธรรมดาจะมีอำนาจอะไรที่จะไปหยุดยั้งภัยพิบัติที่กำลังจะเกิดขึ้นได้ คิดจนหัวแตกตายก็คิดไม่ออก ทำได้แต่นั่งรอชะตากรรม หรือพูดง่าย ๆ ก็คือ รอวันตายนั่นเอง เอาหละ อย่างมากก็ตายกันหมดทุกคน เฮ้อ...คิดได้อย่างนั้นแล้วข้าพเจ้าก็เผลอหลับไปเมื่อไหร่ก็ไม่รู้

เช้าวันเสาร์ช่างเป็นวันแสนสุข ได้นอนตื่นสาย ไม่ต้องรีบออกไปเบียดเสียดกับผู้คนล้านแปดในรถไฟฟ้า เพื่อที่จะได้ไปทำงานให้ทัน...นอนกลิ้งไปกลิ้งมาได้ไม่นาน ก็นึกขึ้นได้ว่าวันนี้มีนัดคุยเรื่องหนังสือกับหลวงพ่อธรรมงาม ตายหละหว่า! จะไปทันไหมเนี่ย...

สักพักก็ได้ยินเสียงพี่สาวของข้าพเจ้าโหวกเหวก เรียกให้ไปอาบน้ำแต่งตัวจะได้เดินทางไปหาหลวงพ่อ ในที่สุดพวกเราก็มาถึงกุฏิหลวงพ่อ ท่านนั่งยิ้มอย่างอารมณ์ดี

“นมัสการค่ะหลวงพ่อ...” เราทั้งสองกราบหลวงพ่อพร้อม ๆ กัน

“ต้นฉบับเป็นอย่างไร ไปถึงไหนแล้ว หทัยกาญจน์” หลวงพ่อกล่าวทักทาย

“ใกล้เสร็จแล้วค่ะ วันนี้ดิฉันก็เอาตัวอย่างมาให้หลวงพ่อดูก่อน เผื่อว่าจะได้แก้ไข หรือเพิ่มเติมตรงไหนค่ะ” ข้าพเจ้าตอบ

“แล้ววันนี้ขวัญฤทัยจะมาทำอะไรล่ะ” หลวงพ่อถามพี่สาวข้าพเจ้า เพราะเห็นว่าหิ้วถังสังฆทานมาด้วย

พี่สาวข้าพเจ้าจึงตอบว่า “มาถวายสังฆทานค่ะหลวงพ่อ ช่วงนี้ดิฉันรู้สึกว่าดวงไม่ค่อยดี เผื่อว่าทำบุญแล้วจะทำให้อะไรดีขึ้น อย่างน้อยก็ได้สบายใจค่ะ”

หลวงพ่อพูดทีเล่นทีจริงว่า...”เจ้าอยากให้อะไรดีขึ้นล่ะ ถ้าดีแล้วจะมีประโยชน์เหรอ เดี๋ยวโลกเราก็จะแตกแล้ว เมื่อวานได้ดูข่าวสึนามิถล่มญี่ปุ่นหรือเปล่าล่ะ”

ข้าพเจ้าจึงรีบถามต่อ จริงเหรอคะ...แล้วจะเกิดขึ้นเมื่อไร แล้วพวกเราจะตายกันหมดเลยหรือคะ”

หลวงพ่อยิ้มไม่ตอบอะไร...

พี่สาวข้าพเจ้าจึงถามต่อว่า “หลวงพ่อคะ หรือโลกเราจะเป็นไปตามคำทำนายของนอสตราดามุสที่ว่า โลกนี้จะมีเรื่องร้าย ๆ ทั้งสงครามโลกครั้งที่สาม ทั้งภัยพิบัติต่าง ๆ มันจะเกิดขึ้นจริงไหมคะ?”

แปลกแต่จริง ในทางโลกมีคำทำนายเกิดขึ้นมากมายทั้งไทยทั้งฝรั่ง...เรื่องนี้คงต้องอาศัยเวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ว่าที่เขาทำนายกันไว้นั้นจริงหรือไม่? ไม่ใช่พอเหตุการณ์ใดเกิดขึ้น แล้วค่อยนำมาขยายความกันยกใหญ่ว่าเข้ากับเรื่องที่คนนั้นคนนี้บอกไว้เลย... หลวงพ่อกล่าวตอบพลางมองดูทั้งสองคน

แล้วหลวงพ่อพอจะบอกเหตุการณ์ อย่างเช่นภัยพิบัติต่าง ๆ ให้ทราบบ้างได้ไหมคะ? ข้าพเจ้าถาม

 พวกเราจึงพยายามคะยั้นคะยอถามอยู่เป็นนาน จนท่านทนรำคาญไม่ไหว จึงยอมเล่าให้ฟังว่า...

 

เมื่อครั้งที่ท่านอาพาธเข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่ง มีอยู่คืนหนึ่ง...ท่ามกลางความเงียบสงัด มีแต่เสียงลมหายใจ เข้า-ออก ทุกอย่างสงบนิ่ง ประมาณ ๓ นาฬิกา ได้เกิดสิ่งอัศจรรย์ใจ หลวงพ่อเห็นว่ามีชายผู้หนึ่งเดินเข้ามาหา ร่างกายกำยำใหญ่โต ผิวกายคล้ำ ไม่สวมเสื้อ นุ่งผ้าเตี่ยวมีลายเชิงสีแดงคาดรัดเอว มีอาภรณ์ประดับที่ตัว สวมชฎาทรงเทริดอย่างไทยโบราณ และที่มือขวาถือไม้เท้าเป็นเครื่องประดับยศ ขณะที่ท่านหลวงพ่อกำลังคิดว่าท่านผู้นี้เป็นใครกัน ก็มีเสียงแว่วขึ้นมาในหูว่า... “เราคือท้าวหิรัญพนาสูร (ฮู) เรามาเพื่อบอกเรื่องสำคัญที่เกี่ยวกับมวลมนุษยชาติให้ทราบ และขอให้ท่านได้บอกแก่พวกเขาเหล่านั้นด้วยเทอญ"

 ท่านท้าวหิรัญพนาสูรได้กล่าวไว้ว่า "อีกไม่ช้าไม่นานนี้ธรรมชาติจะให้บทเรียนสำคัญกับมนุษย์ทั้งหลาย”

 “ช้าก่อน อาตมาไม่เข้าใจ ว่าเหตุการณ์นั้นคืออะไรหรือ?” หลวงพ่อรีบถาม เพราะเกรงว่าพระองค์จะหายวับไป

 “ถึงเวลา ท่านจะเข้าใจเอง...” ท่านท้าวหิรัญพนาสูรกล่าวสั้น ๆ

 “ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง มีการอันใดที่จะช่วยพวกเขาได้บ้างเล่า?” หลวงพ่อถามอีก

 “ดูก่อนท่าน เท็จจริงประการใด ท่านแล รู้แจ้งอยู่แก่ใจว่ามนุษย์ทั้งหลายรู้จักกตัญญู ฤา เนรคุณต่อธรรมชาติกันมากน้อยเพียงใด?” ท่านท้าวหิรัญพนาสูรตอบเชิงถาม

 “เหตุการณ์นี้ จะเกิดขึ้นที่ใดกัน? จะเลวร้ายสักเพียงใดหรือ?” หลวงพ่อถามต่อ

 “สุดที่จะประมาณได้ จะมีเสียงร่ำไห้สะท้านพิภพโลกา เปลวไฟโชติช่วงพร้อมเสียงดังกึกก้อง พระวายุ พระคงคา พระเพลิง พระธรณี จะมิปราณีต่อผู้ใด” ท่านท้าวหิรัญพนาสูรกล่าว

 “แล้วประเทศไทย..จะมีโอกาสรอดได้หรือไม่?” หลวงพ่อถาม

 “ครานี้เห็นทีจะยากยิ่ง ถึงเวลาแล้วท่านจักรู้แจ้งเอง” ท่านท้าวหิรัญพนาสูรกล่าว

 หลังจากนั้นหลวงพ่อได้พูดคุยกับท่านท้าวหิรัญพนาสูรต่อไปได้อีกสักครู่หนึ่ง ล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่น่าสะพรึงกลัว ว่าแล้วหลังจากนั้น...ภาพท่านท้าวหิรัญพนาสูรก็ค่อย ๆ.. ลางเลือน...ไกลออกไป...และหายไปในที่สุด

 หลังจากที่พวกเราทั้งสองคนได้ฟังเรื่องที่หลวงพ่อเล่าแล้ว ก็รู้สึกตื่นเต้นเป็นอย่างมาก...ข้าพเจ้ารีบถามท่านต่อไปว่า... “แล้วภัยพิบัติที่ท่านท้าวหิรัญพนาสูร บอกกับหลวงพ่อคืออะไรหรือคะ”

หลวงพ่อกล่าวขึ้นมาลอย ๆ ว่า มนุษย์หนอมนุษย์ช่างอยากรู้กันไม่มีที่สิ้นสุด

หลวงพ่อคิดอยู่อึดใจหนึ่ง จึงถอนหายใจพร้อมกล่าวว่า ผลทุกอย่างเกิดขึ้นด้วยเหตุ.. บางอย่างถ้ารอให้พวกเจ้ารู้เอง ก็เกรงว่าจะสายเกินแก้..  หลวงพ่อจึงเล่าเรื่องที่รับทราบจากที่ท่านท้าวหิรัญพนาสูรให้พวกเราฟังต่อ ใจความนั้นมีอยู่ว่า...

        

          ภาคเหนือจะมีน้ำมากเหตุจากพระพิรุณ หรือฝนที่ตกหนักหลายวันหลายคืนติดต่อกัน จนดินตามภูเขาพังทลาย พัดอย่างรุนแรงเข้าสู่พื้นที่ต่ำที่ลาดตามเชิงเขาเป็นเหตุให้ต้นน้ำลำธารทางเหนือมีน้ำมาก ใต้ผืนพิภพมีบางอย่างเคลื่อนไหว แผ่นดินจะพิโรธ ผสมผสานกับน้ำหลากจนเขื่อนรับน้ำไม่ไหวพังลงหลายแห่ง สายน้ำไหลอย่างไม่ปราณี กวาดบ้านเรือน สิ่งปลูกสร้างทลายลงไปด้วยกัน เพียงไม่นานเมืองที่อยู่ตรงจุดไหลรวมกันของแม่น้ำสายหลักในภาคกลาง จะถูกน้ำท่วมกันเป็นวงกว้างสุดจะประมาณความเสียหาย อีกทั้งสัตว์ น้อยใหญ่ไร้แผ่นดินเกาะ หนีตายกันอลหม่าน สัตว์น้ำที่ดุร้ายจะเพ่นพ่านไปทั่วคุ้งน้ำ ..

          กรุงเทพฯ และปริมณฑลจะถูกน้ำท่วมอย่างหนัก  เหตุมาจากน้ำทั่วทุกสารทิศ.. เหนือ  ตะวันตก  ตะวันออกน้ำทะเลหนุนสูง  ภัยพิบัติจากน้ำหนักหนาเหลือจะกล่าว..

          ส่วนในแนวตะวันตกแถบเทือกเขาตะนาวศรีจะมีแผ่นดินไหวอย่างรุนแรงเหลือประมาณ อีกทั้งมีภูเขาไฟใต้แผ่นดินที่ขยับเขยื้อนปะทุระเบิดขึ้นมาเสียงดังกึกก้องสนั่นหวั่นไหวไปทั่วอาณาบริเวณได้ยินไกลหลายจังหวัด ที่กรุงเทพฯ ก็ได้ยินชัดเจนจนถึงพม่าที่จะได้รับผลกระทบไปด้วย ด้วยความร้อนของลาวาที่พุ่งออกมา ทำให้เสียหายกันอย่างหนัก เขื่อนที่สำคัญที่อยู่ในกาญจนบุรีจะพังทลาย บ้านเรือนมากมายจะถูกกวาดกลืนไปกับสายน้ำเรื่อยลงมาจนถึงราชบุรีและกรุงเทพ ฯ

          มิใช่แต่แนวตะวันตก หลายแห่งที่มีภูเขาไฟซ่อนตัวอยู่จะเกิดเหตุการณ์ทำนองเดียวกันทั้งเหนือ กลาง อีสาน ไม่ว่าจะเป็นขอนแก่น กาฬสินธ์ บุรีรัมย์ อุตรดิตถ์ สุโขทัย เพชรบูรณ์ ต่างต้องเผชิญกับธรณีวิบัติ การระเบิดอย่างฉับพลันรุนแรง ความร้อนจากลาวาที่ไหลพุ่งออกมาจะสร้างความเสียหายทำลายชีวิตผู้คนและสัตว์น้อยใหญ่เป็นจำนวนมาก เมื่อมีไฟและความร้อนมากมายเกิดขึ้นต่อไปก็จะมีพายุอันเกรี้ยวกราดนำน้ำมาดับไฟดับร้อน ท้องฟ้าจะคละคลุ้งไปด้วยกลุ่มควันและเมฆหมอกดำทะมึนจนมืดมิดชวนให้ะพรึงกลัว.. หลังจากนั้นฝนจะตกราวกับฟ้ารั่วทั่วอาณาเขตทั้งไทยและประเทศในอาเซียน รุนแรงจนเป็นพายุไซโคลนอันร้ายแรง กระหน่ำมาทางอ่าวไทยพุ่งหอบเอาน้ำที่สูงราวกับภูเขาถาโถมเข้าเขตลุ่มน้ำเจ้าพระยา ตึกสูงระฟ้าหรือเขตบ้านเรือนริมน้ำจะไม่พ้นชะตากรรมนี้ ทุกอย่างจะถูกกวาดราบเป็นหน้ากลอง ผู้คนจะล้มหายตายจากไปเป็นจำนวนมาก ส่วนจังหวัดติดทะเลอย่างสมุทรปราการ จะมีเหตุอันตรธารหายไปหลายพื้นที่ ผลจากพายุที่รุนแรงและน้ำจำนวนมโหฬารที่ถาโถมเข้ามาและน้ำทะเลที่หนุนสูงผิดปกติ...ชลบุรี จะถูกคลื่นยักษ์ถาโถมเช่นกัน น้ำจะมากแต่ไม่ท่วมถาวร สถานที่สำคัญหลายแห่งในละแวกนี้จะได้รับผลกระทบเสียหายอย่างหนัก

          สถานที่ศักดิ์สิทธิ์อย่างเช่นวัดหลวงพ่อโสธรแห่งฉะเชิงเทรา จะถูกน้ำที่ท่วมสูงเอ่อสองฟากฝั่งของแม่น้ำบางปะกง เข้าท่วมจนถึงฐานหลวงพ่อโสธร หรือแม้แต่อนุสาวรีย์ย่าโมแห่งนครราชสีมายังถูกน้ำท่วมถึงฐานได้ จากภัยน้ำท่วมครั้งใหญ่เป็นประวัติการณ์... ยังมีอีกหลายพื้นที่ อย่างเช่นแถว ๆ ธนบุรี-ปากท่อ สมุทรสาคร สมุทรสงคราม แปดริ้ว ระยอง จันทบุรี วังน้ำเย็น จนถึงสระแก้ว เรื่อยไปจนเหนือเขื่อนเขาแหลมตะวันตก กาญจน์  บ้านร่มเกล้าพิษณุโลก อุตรดิตถ์ที่ติดกับลาว น่าน และแม่ฮ่องสอนเขตตะวันออกตอนล่างบ้านสบเมย จนถึงอีสานอย่าง นครพนม อุบลฯ มุกดาหาร สกลนคร เลย หนองคาย อำนาจเจริญ ที่เขาว่าจะเป็นชายทะเลนั้นก็ไม่เกินจริง

          ส่วนภาคใต้ แผ่นดินจะมีปัญหาสาหัสเช่นกัน พื้นที่หลัก ๆ ที่ยังคงอยู่ คือ บริเวณตั้งแต่ฝั่งตะวันตกของชุมพร ท่าแซะ ระนองตอนบนของนครศรีธรรมราช ขนอม ฝั่งตะวันตกด้านบนอำเภอพนม บ้านนาเดิม อีกส่วนหนึ่ง คือ กระบี่ นครศรีธรรมราช ที่ติดต่อกับกระบี่ด้านบน ฉวาง ร่อนพิบูล ชะอวด ตรังตะวันออก  ส่วนดินแดนที่จะมีเขตติดต่อกับทะเลได้แก่ ชุมพรด้านใน ท่าแซะ ประจวบคีรีขันธ์ตอนล่าง ถนนเพชรเกษม และตลอดแนวของฝั่งตะวันออก สงขลาตะวันตก ยะลาตะวันออก หาดใหญ่ กระบี่ตอนบน อีกทั้งส่วนที่ติดกับสุราษฎร์ธานี จนถึงกระบี่มีหลายแห่งที่ได้ชื่อว่าเป็นเกาะแห่งใหม่ เช่น เกาะยะลา เกาะปัตตานี เกาะพัทลุง เกาะหัวหิน ชุมพร บริเวณที่หายสาบสูญไปอย่างถาวร คือ นราธิวาส สตูล พังงา ภูเก็ต หมู่เกาะสุรินทร์ สิมิรัน หมู่เกาะทะเลตรัง เกาะสมุย เกาะพงัน หมู่เกาะอ่างทอง ตะรุเตา ตราด เกาะช้าง หมู่เกาะทะเลตราด ที่ชะอำส่วนที่เหลือบางส่วนจะกลายเป็นเกาะเล็กเกาะน้อยวัดช้างให้ที่ปัตตานีแม้ว่าจะเจอน้ำจากพายุกระหน่ำฝนตกหนักมากนั้นจะปลอดภัยจากปาฏิหาริย์ของหลวงปู่ทวด

         จังหวัดที่ติดกับทะเลหรือใกล้เคียงรวมทั้งหมู่เกาะต่าง ๆ ต้องเผชิญกับแผ่นดินไหวใต้ทะเลทั้งใกล้และไกล จนเกิดคลื่นยักษ์ถาโถมซัดกระหน่ำจมหายไปทั้งเกาะในชั่วพริบตา หรือน้ำท่วมสูงและค่อย ๆ จมหายไป หลายเกาะแก่งจะหายไปจากแผนที่โลก บ้างก็เหลือเพียงบางส่วน กระจัดกระจาย... ไม่ต้องพูดถึงเสียงร่ำไห้ที่มีอยู่ทั่วแผ่นดิน ซากศพจะกลาดเกลื่อน หาพบบ้างไม่พบบ้าง บ้างก็ตายยกครัว บ้างก็รอดอยู่คนสองคน ความเจริญจะถอยหลัง เครือข่ายต่าง ๆ ทั่วโลกจะปั่นป่วน ไร้ผล ยากจะเยียวยา เลยทีเดียว

ดิฉันคิดว่าคงไม่ใช่แค่นี้แน่หลวงพ่อ ใช่ไหมคะ? ข้าพเจ้าถาม 

         "ใช่ จะเกิดที่เดียวประเทศเดียวนั้น...มันดูเล็กน้อยเกินไป หากแต่จะเกิด...ทั่วโลก" แล้วหลวงพ่อก็เล่าต่อ..."ประเทศน้อยใหญ่บ้านใกล้เรือนเคียงหรือเพื่อนร่วมทวีป อย่างสิงคโปร์ บรูไน ฟิลิปปินส์ เกาะน้อยใหญ่ของอินโดนีเซีย จะได้รับผลกระทบจากแผ่นดินไหวใต้ทะเลบ้าง สึนามิบ้าง พายุไซโคลนบ้าง จนแทบหมด เหลือก็นิด ๆ หน่อย ๆ...ห่างออกไปอย่างฮ่องกง ไต้หวัน หรือญี่ปุ่น ประเทศที่ผู้คนต้องอยู่ต่อสู้กับภัยธรรมชาติ อย่างแผ่นดินไหวอย่างแผ่นดินไหวกับสึนามิก็จะไม่มีอีกต่อไป เนื่องจากถูกคลื่นยักษ์ซัดถาโถมจมหายไป จะเหลือบ้างก็คือเกาลูนกับจีนบางส่วนและมาเก๊าอีกเล็กน้อย เกาหลีเหนือและเกาหลีใต้จะเกิดน้ำท่วมอย่างหนักแผ่นดินจะถูกทะเลกลืนเข้าไป แผ่นดินด้านตะวันออกจะหายไป เกาหลีใต้ก็ไม่เหลือ ประเทศพม่า ลาว กัมพูชา เวียดนาม มาเลเซีย ก็เจอหนักเหมือนกับไทย.. ใกล้ทะเลก็จะเจอพายุ อยู่ในแผ่นดินก็เจอแผ่นดินไหวพายุฝนกระหน่ำ จนสาหัสพอ ๆ กัน

         ทางขั้วโลกใต้ล่ะคะ ข้าพเจ้าถามอีก
         
หลวงพ่อจึงกล่าวเพิ่มเติมว่าออสเตรเลีย จะเผชิญกับภัยร้อนก่อน มีไฟแผดเผาไปทั่ว กินพื้นที่ค่อนทวีป หมอกควันปกคลุมไปทั่วบริเวณ ตามด้วย แผ่นดินไหว คลื่นยักษ์รอบด้านจากมหาสมุทรริมทวีป แนวปะการังใหญ่เกรตบาริเออร์รีฟจะไม่เหลือ เกาะทัสมาเนียจะเผชิญภัยพิบัติเช่นกัน...ส่วนที่ขั้วโลกใต้แผ่นน้ำแข็งก็ละลายลงอย่างรวดเร็ว น้ำจะท่วมสูงมากขึ้น ๆ จนเกาะเล็ก เกาะน้อย ผู้คนไร้ที่อยู่...ในขณะที่นิวซีแลนด์ต้องเผชิญกับแผ่นดินไหว คลื่นยักษ์ และพายุพัดกระหน่ำจนน้ำท่วมเกาะ ทั้งเกาะเหนือ จรดใต้ แต่ก็ยังมีแผ่นดินเหลืออยู่บ้างสหรัฐอเมริกาก็สาหัส มีแผ่นดินไหวอย่างหนักอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นที่ใดมาก่อน อีกทั้งคลื่นยักษ์จากริมทวีปซัดกระหน่ำจนนิวยอร์กเหลือเพียงบางส่วน..หลายพื้นที่ถูกน้ำท่วมหนัก และมลรัฐหลายรัฐหายไปแผ่นดินในประเทศกลายเป็นสองเกาะใหญ่ หมู่เกาะอย่างฮาวาย คิวบา ฟิจิ และหมู่เกาะน้อยใหญ่ทั่วมหาสมุทรทั้งสี่ จะหายไป.. แคนาดาจะกลายเป็นเกาะน้อยใหญ่กระจัดกระจาย.. เม็กซิโกและประเทศต่าง ๆ ในทวีปอเมริกาใต้จะถูกน้ำท่วมหนักเช่นกันจนมีแผ่นดินบางส่วนจมหายไป 
 

          ยุโรปแถบทางเหนือจะเจอพายุความหนาวเหน็บอย่างที่ไม่เคยเป็น น้ำแข็งจากขั้วโลกเหนือมีปัญหาที่สะสมมายาวนานที่เรารู้กันดีก็คือจากสภาวะโลกร้อน ทำให้หลายประเทศในยุโรปเจอทั้งหนาวเจอทั้งพายุกระหน่ำฝนตกอย่างไม่ลืมหูลืมตานานหลายวัน เกาะอังกฤษ สก็อตแลนด์ ไอร์แลนด์ และประเทศขอบทวีปจะถูกพายุกระหน่ำจนพื้นดินทรุดหายไป ตุรกีเจอธรณีพิโรธอย่างรุนแรงกว่าที่เคยเกิดขึ้นในครั้งใด ๆ  ยุโรปตะวันออกและรัสเซียต้องเผชิญกับภัยพิบัติเช่นกันทั้งแผ่นดินไหว ฝนตกหนักอย่างยาวนานจนน้ำท่วมแต่ไม่ถาวร

          ทวีปดั้งเดิมอย่างแอฟริกากับเอเชียตะวันตกและใต้ แผ่นดินจะเคลื่อนตัวจนกลายเป็นแผ่นดินเดียวกัน ประเทศริมทวีปที่ติดกับทะเลหรือมหาสมุทรจะได้รับผลกระทบจากกคลื่นยักษ์และพายุหนัก จากแห้งแล้งจะมีหิมะพร้อมฝนเม็ดใหญ่เท่าลูกเห็บตกกระหน่ำอย่างรุนแรงและยาวนาน จนหลายพื้นที่ทรุดหายไป ศรีลังกาแห่งชมพูทวีปจะไม่ปรากฏในแผนที่โลก ลองคิดดูแล้วความเสียหายต่อมนุษยโลกจะมากมายขนาดไหน จะตายกันกี่แสนกี่ล้านคนกันล่ะนี่ ..นี่ยังไม่รวมสัตว์น้อยใหญ่อีก

        พี่สาวข้าพเจ้าสงสัยจึงเอ่ยถามว่า  “หมดโลกแล้วหรือยังคะหลวงพ่อ?...ดูท่าทางแล้วคงไม่รอดแน่ งานนี้”
      
“อืม...ทั่วแล้ว....” ข้าพเจ้าถอนหายใจพร้อมพยักหน้าตอบแทนหลวงพ่อ
       
หลวงพ่อมองดูทั้งสองคนแล้วถามว่า “จะมีทางรอดกันไหม? มนุษย์ทั้งหลาย”
       
พี่สาวข้าพเจ้าพึมพำ “เห็นจะยาก... แต่ว่าเราจะมีโอกาสรอดด้วยหรือคะหลวงพ่อ?”
       
หลวงพ่อพยักหน้าพร้อมกล่าวว่า “น่าจะมีโอกาสอยู่บ้าง แต่พอจะบอกได้ไหมว่าต้องทำอย่างไร?..ไม่ต้องรีบร้อนตอบตอนนี้หรอก...คราวหน้าถ้ามีโอกาส ค่อยตอบละกัน”
       
ข้าพเจ้ากับพี่สาวรู้สึกเกรงใจหลวงพ่อ เพราะมานานแล้วจึงลากลับ....ระหว่างที่ขับรถกลับบ้าน เราทั้งสองคนต่างคนต่างเงียบ นาน ๆ จึงจะคุยกันสักคำ ต่างคนต่างจมอยู่กับความคิดของตัวเอง ว่าจะทำอย่างไรดีหนอ?...ข้าพเจ้าอดคิดไม่ได้ถึงวิธีรอดจากมหันตภัย กว่าจะพยายามข่มตาให้หลับได้ก็ปาเข้าไปจนเกือบเที่ยงคืน

         หลังจากที่เราสองพี่น้องได้ครุ่นคิดกับปัญหานี้อยู่นานเกือบสัปดาห์ ก็ตกลงกันว่าพรุ่งนี้พวกเราจะไปหาหลวงพ่อ
        
วันรุ่งขึ้น...ข้าพเจ้าและพี่สาว ตื่นกันตั้งแต่เช้า พอทานอาหารเสร็จก็รีบเดินทางไปนมัสการหลวงพ่อ ระหว่างทางที่ขับรถไปเราทั้งสองต่างก็ลุ้นกันอยู่ในใจว่าโลกเราจะผ่านวิกฤตแบบนี้ไปได้หรือไม่
        
จนกระทั่งถึงที่วัด หลวงพ่อนั่งอยู่ในกุฏิ ดูท่านยิ้มแย้มเหมือนกับรู้มาก่อนว่าสองคนนี้ต้องมาเวลานี้
       
นมัสการค่ะหลวงพ่อ... เราทั้งสองคนกราบหลวงพ่อพร้อม ๆ กัน -- 
       
“วันนี้มาตอบคำถามกันหรือ?...คิดออกแล้วหรือ?” หลวงพ่อถามขึ้น
        
พี่สาวข้าพเจ้ายิ้มแล้วจึงรีบตอบว่า “ดิฉันว่าน่าจะต่อเรือแบบใหญ่มาก ๆ เอาไว้สำหรับบรรทุกคน สัตว์ สิ่งของที่จำเป็นจริง ๆ เหมือนในหนังฝรั่งเรื่อง ๒๐๑๒ ยังไงคะหลวงพ่อ”
        
หลวงพ่อหันมาทางข้าพเจ้า แล้วเราล่ะ
        
ข้าพเจ้ากล่าวอย่างไม่มั่นใจ ดิฉันคิดว่า ถ้ามีเวลาและงบประมาณมากพอ เราต้องประดิษฐ์ยานอวกาศหรืออะไรที่พาคนออกไปนอกโลก พอทุกอย่างสงบค่อยกลับลงมา แต่ว่ามันออกแนวจินตนาการมากไปหน่อยนะคะหลวงพ่อและมันเป็นไปไม่ได้แน่ ๆ สำหรับประชาชนธรรมดาสามัญอย่างพวกเรา
       
“ที่ทั้งสองคนพูดมา อย่างแรก เรือแม้จะทำแบบไทยหรือแบบฝรั่งโนอาห์ ก็ไม่เหลือ อย่างที่สองชนชาติที่มียานอวกาศอย่างอเมริกา หรือรัสเซีย แม้แต่จีน ก็ต้องพาคนสำคัญ ๆ ไปเท่านั้น ส่วนพวกเราไม่ตายกันหมดหรอกหรือ?” หลวงพ่อกล่าวพลางมองหน้าทั้งสองคนอย่างยิ้ม ๆ
       
“หลวงพ่อว่ามีวิธีที่ประหยัดที่สุด ง่ายที่สุด ที่ใคร ๆ ก็ทำได้ เจ้าทั้งสองคนบอกได้ไหมว่าต้องทำอย่างไร?”
        
หลวงพ่อกล่าวต่อ ถ้ายังคิดไม่ออก งั้นพวกเจ้าลองบอกมาซิว่า จะมีอะไรที่เลวร้ายหลังมหันตภัยที่ร้ายแรงนั้นตามมาอีกหรือไม่?
         
ข้าพเจ้าจึงตอบไปว่า “น่าจะเป็นโรคภัยไข้เจ็บค่ะ”
       
“นั่นเป็นเพียงส่วนเดียว... จริง ๆ แล้วก็คือ ปัจจัยสี่นั่นแหละ ทั้งอาหาร ที่อยู่ เครื่องนุ่งห่ม ยารักษาโรค” หลวงพ่อกล่าว
        
“ถ้าไม่มีอาหาร จะเกิดอะไรขึ้น? คนจะกินอะไร?” หลวงพ่อถามต่อ
       
“สัตว์เล็ก สัตว์น้อย ผัก หญ้า ปลา ดิฉันก็กินได้ค่ะ” พี่สาวข้าพเจ้าตอบบ้าง
        
ข้าพเจ้าทำหน้าครุ่นคิดและตอบว่า “น่าจะกินทุกอย่างที่หาได้ค่ะ”
       
“เคยได้ยินไหม...คนกินคน... เข่นฆ่ากันเอง ทำทุกอย่างให้อยู่รอดได้” หลวงพ่อพูดขึ้น
        
ข้าพเจ้าทั้งสองคนทำหน้าเหรอ ขนาดนั้นเลยหรือคะหลวงพ่อ? พี่สาวข้าพเจ้าถาม

         หลวงพ่อจึงอธิบายเพิ่มเติมว่า.. “ลำพังจะกินผักกินหญ้า ก็หายาก สัตว์น้อยใหญ่ก็ตายไปมากแล้ว โรคระบาดร้ายแรงในอดีตจะกลับมาอีกครั้ง น้ำจะเน่าเสีย เชื้อโรคจะแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว มนุษย์ที่เหลือจะอยู่กันอย่างลำบาก แต่ในความร้ายแรงนั้นจะทำให้มนุษย์มีความเห็นอกเห็นใจกัน ช่วยเหลือกันอย่างสุดความสามารถ ไม่มีการแบ่งชั้นวรรณะ ถ้ารอดก็รอดด้วยกัน อะไรทำนองนั้น แต่บางแห่งมนุษย์นั้นจะเข่นฆ่ากันเอง เพราะไม่มีอาหารที่จะกินกันได้เลยจึงต้องทำเช่นนั้น” - - 

         เนื่องจากข้าพเจ้าเคยได้ยินได้ฟังเรื่องโลกจะแตกบ้าง เรื่องมหันตภัยบ้าง จึงอดถามหลวงพ่อต่อไม่ได้ว่า “ลางบอกเหตุของเหตุร้ายต่าง ๆ นี้คืออะไร และจะเกิดขึ้นเมื่อใด กึ่งพุทธกาลจริงหรือไม่คะ?”

         หลวงพ่อขยายความให้ฟังว่าก่อนจะเกิดมหันตภัยต่าง ๆ นี้ จะมีสงครามใหญ่เกิดขึ้นก่อน  ซึ่งข้าพเจ้าได้วิเคราะห์ดูแล้วอาจจะเป็นได้ทั้งทางคาบสมุทรเกาหลีหรือไม่ก็ทางอาหรับ พวกเขาจะใช้อาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง ซึ่งก็คงไม่พ้นนิวเคลียร์นั่นเองที่เป็นเหตุให้บางแห่งมนุษย์ต้องกินกันเอง เพราะสัตว์และพืชต่างก็ถูกกัมมันตภาพรังสีของอาวุธดังกล่าวเช่นกัน ถ้ากินเข้าไปย่อมตายกันหมด -- 

         ส่วนภัยธรรมชาติที่ตามมานั้น หลวงพ่อให้สังเกตธรรมชาติ ดังเช่น ที่จีนสังเกตพฤติกรรมของงูที่จะมีอาการผิดปกติก่อนการเกิดแผ่นดินไหว หรือสัตว์เล็ก ๆ ที่อยู่ตามรูในดินไม่ว่าจะเป็นมด หนู แมลงต่าง ๆ อย่างอื่นก็คือท้องฟ้า ที่ดูจะหม่นหมองมืดมิดหดหู่ชอบกล  ใบไม้พัดกลับไปกลับมาเป็นระวิง นกจะบินเป็นฝูง ๆ บ้างก็ส่งเสียงร้องน่ากลัว บินวนไปมา บ้างก็มุ่งหน้าไปทางเดียวกันเป็นฝูงใหญ่  สัตว์เลี้ยงในบ้านจะมีอาการลุกลี้ลุกลนกระวนกระวายผิดปกติ หรืออาจจะนอนหรือยืนนิ่ง ๆ มีน้ำตาซึมออกมา.. แม้แต่ ฟ้า ฝน ที่เราเคยเห็นก็จะเปลี่ยนไป ฟ้าจะแรงขึ้น ดุขึ้น ผ่าโน่นผ่านี่เป็นว่าเล่น ฝนตกแบบไม่ลืมหูลืมตา ตกแบบลืมฟ้า... 
        ในเรื่องของเวลาที่จะเกิด ถ้าพิจารณาดูให้ดี จะพบว่ามีบางตำรา บางแหล่ง หรือบางคำทำนาย กล่าวไว้ว่าพระพุทธศาสนาจะมีอายุ ๕,๐๐๐ ปี และภัยพิบัติต่าง ๆ จะเกิดราวกึ่งพุทธกาล ถ้าจะนับไป ปี ๒๕๐๐ ก็กึ่งหนึ่งพอดี และล่วงเลยมาพอสมควร อย่างไรก็ตามหลวงพ่อกล่าวว่า ทุกสิ่งทุกอย่างขึ้นอยู่กับเงื่อนไขและเวลา ดังเช่นการเกิดสึนามิในปี ๒๕๔๗  เคยสงสัยกันบ้างไหมว่าทำไมต้องเกิดที่ฝั่งอันดามันที่เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่สวยงามอันขึ้นชื่อของประเทศไทย และทำไมต้องมีคนเสียชีวิตมากมายเช่นนั้น ทั้งคนไทยและต่างชาติ ทำไมพวกเขาต้องบินข้ามน้ำข้ามทะเลมาจบชีวิตลงที่นั่น ทุกอย่างมันมีเหตุมีผลอยู่ในตัวของมันเองที่ต้องเป็นอย่างนั้น อย่างนี้ กรรมนั้นเมื่อถึงเวลาถ้าเขาไม่มาหา  เรานี่แหละจะเป็นผู้เข้าไปหาเขา ดังนั้นทุกเรื่อง ทุกเหตุการณ์ มันขึ้นอยู่กับ เงื่อนไขที่ว่าใครทำอะไรไว้ และเวลาที่เหมาะสมนั้นไม่มีใครกำหนดได้   แต่เรื่องภัยพิบัติครั้งร้ายแรงนี้ หลวงพ่อได้บอกไว้ตามที่ทราบมาจากท่านท้าวหิรัญพนาสูร (ฮู)ว่า ให้ระวังในปี พ.ศ. ๒๕xx ให้จงดี -- 
          หลังจากนั้นข้าพเจ้าก็ได้ถามหลวงพ่ออีกว่า "ใครจะช่วยภัยครานี้ได้บ้างและต้องทำอย่างไรจึงจะอยู่รอดปลอดภัย?"
          หลวงพ่อบอกว่า "ภัยหนนี้หนักหนานักสำหรับมนุษย์ทั้งมวล แต่ก็ยังพอมีวิธีที่อาจจะรอดได้ โดยมีวิธีที่ประหยัดที่สุด ง่ายที่สุด ที่ใคร ๆ ก็ทำได้ นั่นก็คือ ต้องหมั่นทำบุญทำทานกันให้มาก ๆ ใครจะฝึกสมาธิ หรือวิปัสสนากรรมฐานก็พึงทำเสีย อย่ามัวรีรอ เพราะ
ธรรมชาติจะมากวาดล้างพวกมนุษย์ที่ขาดศีล ขาดธรรม มีแต่ความละโมบโลภมากทำลายธรรมชาติหรือ ทำร้ายผู้อื่น หรือเบียดเบียนสัตว์โลกไว้เยอะ เปรียบเสมือนกรรมสนองกรรมนั่นเอง" --  
         "ท้ายที่สุด ทางออกที่ดีที่สุด ก็ต้องขึ้นอยู่กับตัวของพวกเจ้าเอง เพราะเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องส่วนบุคคล แต่เป็นเรื่องของมนุษย์ทั้งโลก บางสิ่งที่อาตมาคิดอาจจะไม่ถูกต้องครบถ้วนเสมอไป ถ้าเจ้าอยากรู้ก็ลองไปถามความคิดเห็นของคนอื่นดูบ้างซิ!
        
“หลวงพ่อคะ ดิฉันจะไปถามใครจึงจะได้ความคิดเห็นมากมาย แล้วเราจะติดต่อสื่อสารกับคนจำนวนมาก ๆ ได้อย่างไรคะ?” ข้าพเจ้ารีบถามหลวงพ่อทันที
        
หลวงพ่อตอบว่า “แหม...เชยจริง ๆนะเธอ เดี๋ยวนี้เขามีระบบ social network กันแล้ว ไปอยู่ที่ไหนมาจ๊ะ นี่ถ้าเธอไม่มี facebook หรือ twitter ของตัวเอง ก็เข้าไปของหลวงพ่อได้นะ หลวงพ่อให้ใช้เป็นสื่อกลาง...
www.dhamma-ngam.com
facebook: พระธุดงค์เถื่อน หลวงพ่อธรรมงาม
         “โอ้โห! หลวงพ่อนี่ทันสมัยจริง ๆ ดิฉันยังคิดไม่ถึงเลยนะเนี่ย ถ้าอย่างนั้นดิฉันขออนุญาตใช้ช่องทางสื่อสารต่าง ๆ ของหลวงพ่อเลยก็แล้วกัน ถ้ามีความเคลื่อนไหวอย่างไร ดิฉันจะมารายงานให้ทราบทันทีเลยค่ะ” ข้าพเจ้าตอบพลางดีใจ
       
“ตามสบาย...อาตมาไม่ว่าอะไรหรอก ถ้าทำในสิ่งที่ดี ที่เกิดประโยชน์แก่ส่วนรวม” หลวงพ่อกล่าวยิ้ม ๆ

          หลังจากที่สนทนาธรรมและเรื่องทั่วไป และเรื่องต้นฉบับหนังสือกับหลวงพ่อได้สักพักใหญ่  ข้าพเจ้าและพี่สาวจึงกราบนมัสการลาหลวงพ่อ
          ข้าพเจ้าก็ได้แต่ตั้งจิตอธิษฐานว่า... หากพอมีบุญอยู่บ้างขอให้หนังสือเล่มนี้ได้เป็นส่วนหนึ่งในการเผยแพร่เรื่องราวสาระสำคัญที่ข้าพเจ้าได้รับทราบมา และได้แต่หวังในใจลึก ๆ อยู่เสมอว่า เมื่อวันนั้นมาถึง มวลมนุษย์คงจะมีทางออกที่ดีที่สุด มีการสูญเสียน้อยที่สุด และผู้ที่รับทราบเรื่องราวนี้แล้ว คงไม่ลืมเตือนสติบุคคลที่ท่านรัก บุคคลที่ท่านห่วง ให้ตั้งอยู่ในความไม่ประมาท ให้หมั่นทำบุญ ทำกุศล ทำความดีกันบ้าง เพื่อเป็นภูมิคุ้มกันของแต่ละบุคคล และอาจจะเป็นทางรอดที่ยังพอมีอยู่ดังที่หลวงพ่อท่านได้เตือนสติไว้....

 

 

วัตถุมงคล