เรื่องแปลกของปลา

           ก่อนอื่นข้าพเจ้าจะเรียกตัวเองว่าปลา  เพราะจะดูสะดวกที่สุด  ปลาไม่ชอบงานเขียน  จึงไม่เหมาะที่จะเป็นนักเขียนเล่าเรื่อง  แต่ถ้าไม่เขียนเรื่องราวเลย  ก็เหมือนกับจะสูญหายไปพร้อมกับตัวปลา  ซึ่งไม่รู้เลยว่าจะหมดลมหายใจเมื่อใด  ไม่รู้ว่าเรื่องของปลาจะเป็นเรื่องแปลกหรือเปล่า  แต่มันก็เป็นเรื่องธรรมดาที่ไม่น่าจะธรรมดาน่ะค่ะ เพราะมันเป็นเรื่องจริงไม่ใช่การแต่งนิยาย

          เมื่อ ๕-๖ ปีที่แล้ว ปลาดูเหมือนคนสับสน พูดจาวกวน อันเนื่องมาจากมรสุมชีวิตที่ทุกข์อย่างมหาศาลหลายเรื่องก็ว่าได้ ปลากับแฟนต้องถูกธนาคารประกาศยึดทรัพย์บ้านและที่ดินขายทอดตลาด เนื่องจากเรา ๒ คนไปหลงเชื่อร่างทรงเป็นผู้หญิงดำท้วม หน้าตาดุ เข้ม อยู่ที่อำเภอลานกระบือ ห่างจากหมู่บ้านไร่ดง (บ้านปลา) ประมาณ ๑๒ กิโลเมตร

           ร่างทรงคนนี้สมมุติชื่อ ต.มีลูกชาย ๑ คน หญิง ๑ คน สามีถูกยิงตาย และมีสามีใหม่ อดีตเป็นพลตำรวจ ลาออกจากข้าราชการ สมติชื่อ ช. ชอบแต่งกายคล้าย ๆ ทหาร เพื่อมองดูจะได้สง่า แถมยังมีบัตรปลอมเป็นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ด้วย ไว้หลอกคนเล่น เพื่อติดต่องานสะดวก ในยุคร่างทรงเฟื่องฟู หากใครมารู้จักร่างทรงก็เชยแล้ว ต. และ ช. จะพาปลากับแฟนไปถือศิลที่วัดสุขไพรวัลย์ จังหวัดระยองบ้าง ไปวัดถ้ำมังกรทอง จังหวัดกาญจนบุรีบ้าง หรือไปวัดของพระอาจารย์ดัง ๆ แถ้วกาญจนบุรีบ้าง รวมทั้งที่นครปฐมด้วย ลงทุนสร้างวิหาร หลวงตากลับ หลวงตาขำ ที่อำเภอลานกระบือ จนพวกเราตาบอดทั้งหลายเชื่อสนิดใจว่าเป็นคนดี มีศีลธรรม

          คุณอยากรู้ไหมค่ะว่าร่างทรงนี้ทรงร่างใคร ก็วีรบุรุษกษัตริย์ไทยสมัยกรุงศรีแตกครั้งที่ ๒ ไงคะ มีใครบ้างคะที่ไม่อยากเป็นทหารรับใช้กษัตริย์ดัง มีทั้งร่างทรงพระยาพิชัยดาบหัก, เจ้าหญิงทับทิม, ปิ่นแก้ว, ปิ่นทอง, ธนูเงิน, ธนูทอง ล้วนแล้วแต่มาจากที่หลายทิศมาชุมนุมแหกตาชาวบ้านและไม่ใช่ชาวบ้านทั้งหลาย ส่วนใหญ่ก็ไปขอหวยกันละค่ะ รักษาโรคบ้าง ขายที่ดินไม่ออกให้ช่วยบ้าง และก็บอกว่าปลาชื่อปทุมทิพย์ เป็นนางที่เกิดในยุคนั้น โก้ดีนะคะ แฟนก็ต้องเป็นทหารซิคะ สนุกกันใหญ่ มีศิษย์อื่น ๆ อีกที่โดนกันไปคนละสามแสน ส่วนปลากับแฟนโดนไป ๕ แสน โดยการนำบ้านไปเข้าธนาคาร ซื้อที่ดินร่วมกัน หวังขายเก็งกำไรได้ราคา แต่ร่างทรงแอบขายได้แล้วรีบไปซื้อรถ ๑๐ ล้อ ๓ คัน อ้างว่าจะให้คนละคัน บาทหนึ่งพวกเราไม่เคยได้เลย

          ตอนยุคเศรษฐกิจเฟื่องฟู ผลหรือคะ โดนโกงกันหมด เพราะความโลภทีเดียวที่ทำให้คนผิดสัจจะ คุณคิดว่านี่เป็นความโง่ของพวกเราชาตินี้ หรือกรรมเก่าชาติปางก่อนล่ะคะ 

         ปลารู้จักร่างทรงตอนที่ไปงานเผาศพพี่ต้นที่ถูกพายุเกย์พัดเสียชีวิต ที่วัดพระศรีมหาธาตุ พี่ต้นเป็นเพื่อนกับแฟนปลา เป็นคนลานกระบือเลยมาพักบ้านปลา แหละนี่คือจุดเริ่มต้นที่พบร่างทรง เขามางานศพหลานเขยเขา พอเห็นปลาโง่ มีบ้าน มีรถ จึงรวมหัวคิดหลอกให้ปลาไปส่งที่ลานกระบือ

          ร่างทรงจากเช่าบ้านเดือนละ ๕๐๐ ขี่จักรยานเก่า ๆ กลับกลายมีรถ ๑๐ ล้อ ๓ คัน เป็นเถ้าแก่ใหญ่ เถ้าแก่เนี้ย เท่ห์ระเบิด เขา ๒ คนอยู่ได้เพราะโกงคนอื่นเขากิน มั่งมีบนความทุกข์และเสียงสาปแช่งของคนอื่น

          ปรากฎว่าทำกิจการก็ขาดทุน ต้องวิ่งรถ นอนกลางดินกินกลางทราย ช. แอบไปมีเมียน้อย มีลูก ๒ คน โดยที่ร่างทรง (เมีย) ไม่รู้เลย ทรงให้คนอื่นดู แต่ดูตัวเองไม่ได้ เวลานี้เขาทั้ง ๒ คนลำบากมาก กรรมสนองเขา ๒ คนแล้ว ช. กับ ต. ถูกจับว่าค้ายาบ้า ติดคุก แต่อาศัยความฉลาดของ ต. หลุดพ้นคดีได้ ส่วน ช. ติดคุกอยู่นานหลายปีกว่าคดีจะสิ้นสุด เพราะไม่มีเงินไปประกันตัว กว่าจะพ้นคดีก็นอนกินอาหารปิ่นโตอยู่ที่ฮ่องกงเป็นเวลานาน

          บ้านก็ปล่อยเป็นตำนักร้าง สกปรก ไม่มีเจ้าเข้าทรงที่ไหนจะมาลง คนไม่มีศีลผิดสัจจะ จะมีก็แต่ผีเปรตอสูรกายที่มาสิงอยู่ เขาโดนกรรมสนองแล้ว สาธุ! 

         ส่วนปลาก็ต้องเข้าวัด พึ่งธรรมะเข้าข่มแล้ว ขืนไม่เข้าวัด ก็ต้องเป็นบ้าเสียสติ แก้ผ้าผ่อน จะเอายังไง เอาผิดร่างทรงก็ไม่ได้ สมน้ำหน้าอยากเคลิ้มดีนัก หนอยแน่อยากเป็นสนม!

          นั่นเป็นจุดเริ่มต้นของการเข้าวัดฟังธรรม เปล่าหรอกไม่ได้ไปเหมือนคนอื่นที่เขาอยากไปทำบุญกัน แต่ปลาไปค้นหาความจริงเพื่อสงบระงับอารมณ์ของตัวเองที่ใกล้จะเสียสติ เล่าให้ใครฟังก็อายเขาเปล่า ๆ 

          ข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์ที่ตีพิมพ์ทุกวัน ขายดีเป็นเทน้ำเทท่า ถึงขนาดซื้อเครื่องพิมพ์ใหม่เกี่ยวกับพระดัง ๆ ๒ องค์ หัวใจของปลานั้นเกือบแตกสลาย มันไม่ใช่แค่ครั้งเดียว แต่เป็นถึง ๒ ครั้งในเวลาใกล้เคียงกัน เข้าห้องพระจุดธูปบอกพระพุทธรูปด้วยอาการน้ำตานองหน้าว่า อันตัวเราไร้บุญวาสนา ครูบาอาจารย์ก็ไม่มี หมดแล้ว ไม่มีที่ไปแล้ว ต่อไปนี้คงไม่มีใครช่วยชี้แนะแนวทางเดิน ก็ต้องออกไปหาครูบาอาจารย์ตามต่างจังหวัดดูละ ท่าจะดี ว่าแล้วก็ไปโน่นเลย วัดถ้ำประทุน จังหวัดนครสวรรค์ หลวงพ่อบัว สอนไปธุดงค์ ไร้วาสนา ก็เลยอยู่ถือศีลนั่งสมาธิ เดินธุดงค์ สนุกดีค่ะ อยู่ได้ ๗ วัน (อยู่ที่นี่ถึงรู้ว่าทำไมต้องกวาดใบไม้วันละ ๒ ครั้ง) แฟนให้สึก บอกเดี๋ยวไม่กลับบ้าน

          พอเดือนมกราคม ไปถือศีลที่วัดธรรมทิพย์มงคล ๑๐ วัน อยู่ที่นี่ถึงได้รู้ว่า การเข้าไปสงบระงับสังขารธรรมเหล่านั้นได้เป็นสุขเย็นแท้ ที่นี่มีผ้าขาวคนหนึ่งนำหนังสือเกี่ยวกับพระธุดงค์โสภณ เล่มเล็ก ๆ มาให้อ่าน อ่านแป๊บเดียวจบ ชอบมาก ยอมรับว่าถูกใจ เพราะว่าคำสนทนาโต้ตอบของหลวงพ่อธรรมงามกับญาติโยม มีความคิดว่า คำตอบเช่นนี้หากไม่รู้จริงคงตอบไม่ได้ อ่านง่าย เข้าใจง่าย แบบกวนประสาทนิด ๆ อยากเจอเสียแล้วซิ ถูกชะตาตั้งแต่ยังไม่เคยพบหน้า รู้แต่ว่า ทำไม!  ชื่อท่านถึงไพเราะมาก เขางามจริงอย่างชื่อหรือเปล่านะ??

           จนกลับมากรุงเทพฯ ซื้อหนังสือโลกทิพย์มาอ่าน หลังจากที่ไม่ได้อ่านมาหลายปี ปลาอ่านฉบับเดือนเมษายน ปี ๒๕๓๙ ก็พบว่า พระภิกษุโสภณ  ธรรมโสภโณ จะมาที่สำนักงานวันเสาร์ ตอนนั้นปลาต้องทำงานวันเสาร์ครึ่งวัน คงไปไม่ทัน แต่เตรียมพวงมาลัยดอกมะลิไว้ ๑ พวง  ก็ตั้งใจจะไปวันอาทิตย์ หลังจากสอบถามเจ้าหน้าที่โลกทิพย์ว่า หลวางพ่ออยู่ชมรมแน่นอน

          เนื่องจากปลาไม่ได้ไปโลกทิพย์หลายปี ไม่กล้าเข้าไป วันนั้นเป็นวันอาทิตย์ที่ใกล้เที่ยงแล้ว ไม่มีคนมาเลย ประตูปิดเงียบ ทำไมเงียบเหลือเกิน ทำไงดี!  เคยมาแต่ที่คนเยอะ ๆ มาฟังธรรมกันเป็นร้อย ๆ คน ปลานั่งอยู่บนรั้วเตี้ยๆ เกือบติดดินตรงข้ามชมรมโลกทิพย์นานพอสมควร ไม่กล้าผลักประตูเข้าไป รอจนเห็นมีผู้ชายคนหนึ่งขี่มอเตอร์ไซค์ มีเด็กและผู้หญิงซ้อนท้าย ข้างหน้าตระกร้ารถมีถังสังฆทาน ๑ ใบ แน่นอนล่ะเขาต้องนำมาถวายพระแน่ หลวงพ่อต้องอยู่แน่นอน เพื่อเพิ่มความมั่นใจ ปลาโทรศัพท์เข้าไปในชมรมอีก ว่าหลวงพ่ออยู่ไหม พนักงานบอกว่าอยู่ให้เข้ามาได้เลย เห็นทั้ง ๓ คนผลักประตูหายวับไป จะก้าวขาตามก็ไม่กล้าอีก ก็คนไม่เคยคุยกับพระเรื่องส่วนตัว คุยกับพระก็ไม่เป็น ทำไงดี ในระหว่างที่สับสนอยู่นาน จิตก็บอกว่า “ปลาจ๋าเข้าไปเถอะนะ ไหนๆ ก็มาแล้ว” ปลาก็ตอบกับจิตว่า ไม่ล่ะ ปลาไม่กล้า ไม่มีคนเลย เขินด้วยแหละ

          เข้าไปเถอะ คนน้อยซิดี ปลามีอะไรข้องใจ อยากให้หลวงพ่อช่วยอะไรก็คุยก็ถามได้ โอกาสไม่ใช่มีอย่างนี้นะปลาโต้ตอบกับจิต ก็ใจอ่อน เอาวะ เป็นไงเป็นกัน ว่าแล้วก็ผลักประตูรั้วบานใหญ่ มองเข้าไปข้างใน พบผู้หญิง ๒ คน ผู้ชาย ๑ คน เด็ก ๑ คน กำลังคุยกันอยู่กับพระ ๑ องค์  มองดูเห็นรูปร่างผอมบาง ผิวขาว จมูกโด่ง หน้าตาแปลก ๆ ใส่อังสะ โชว์ผิวที่ขาวผ่องตัดกับใบหน้าที่มองดูกร้าน แก่กว่าวัย ขาและแขนผิวขาวสะอาดช่างตัดกับผิวหน้าอย่างประหลาด

          ปลานั่งพร้อมกับพิจารณาอีกที เหล่แล้วก็เหล่อีก ใช่หรือเปล่านะหลวงพ่อธรรมงาม ดูรัศมีผ่องพรรณ น่าแปลก ยามหัวเราะก็ยิ้มปากกว้างเชียว หน้าตาใจดี รู้สึกคุ้น ๆ เหมือนกับว่าเคยเห็นที่ไหน แต่จำไม่ได้ว่าเป็นใคร? ปลาก็ถามผู้หญิงอ้วน ๆ ที่มาว่า พระองค์นี้คือใคร? ผู้หญิงคนอ้วน ๆ ก็ตอบว่านี่แหละหลวงพ่อธรรมงาม

          หลวงพ่อธรรมงามนี่หรือหลวงพ่อธรรมงาม ไม่เหมือนอย่างที่คิดไว้ คิดไว้ว่าหลวงพ่อต้องเคร่งขึง ลูกศิษย์คงเยอะ แต่นี่ไม่มีพระติดตามเลย ดูท่าทางท่านสบาย หมายถึงว่า ปล่อยกายตามสบาย ดูท่านนั่งอย่างสบายอารมณ์ ใช่รึ ไม่ใช่น่า หรืออาจจะเป็นเพราะว่าในหนังสือขาวดำเล่มเล็กพิมพ์ไม่ชัด ตัวจริงกับในหนังสือไม่เหมือนกัน พร้อมกันนั้นหลวงพ่อก็ถามว่า กระแดะมาทำไม” 

          ปลาก็ใจหาย ว่าเรากระแดะทำไม? เราเดินเด้งไปมาหรือไง? หรือว่าเวลาเราเดินเหมือนคนขาสั้นข้างยาวข้าง เลยดูไม่งาม แต่ก็รีบตอบโดยไม่คิดว่า มาดูว่ามีอะไรกัน 
         อ๋อมาลองหลวงพ่อเรอะ!” 
         เปล่าค่ะรีบตอบพร้อมกับยกมือส่ายไปมา หนูมาดูลาดเลาก่อนว่าเป็นยังไง วันนี้เขามีอะไรกัน(เกือบไปแล้วปลาเอ๋ย กลัวก็กลัว แต่ก็ยังทำใจดีสู้เสือก่อนล่ะงานนี้)
          ทำไมเมื่อวานไม่มาที่บริษัท
          เมื่อวานหนูไม่ว่างค่ะ คือถ้ามาก็มาไม่ทันเพราะทำงานครึ่งวันค่ะ
          รู้จักหลวงพ่อหรือเปล่า
          ไม่ค่ะ แต่เคยอ่านเจอหลวงพ่อในหนังสือธรรมแจกฟรีเล่มเล็ก ๆ รู้สึกจะขาวดำ
          ไปทำอะไรมาถึงไม่รู้จักหลวงพ่อ หลวงพ่อลงโลกทิพย์อยู่
          หนูไม่ได้อ่านหนังสือโลกทิพย์หลายปี 
          
อ่านสับปะรดเน่าหรือเปล่า
          อ่านค่ะ
          อ่านว่าอย่างไร
          อ๋อ! หลวงพ่อเปรียบเทียบเหมือน  อามิสสินจ้างค่ะ (ถูกหรือเปล่าไม่รู้ แต่ก็มั่นใจว่าจะถูก ๖๐%  หลวงพ่อถามอีกหลายคำ แต่ก็จำไม่ได้เพราะเวลามันผ่านมา ๕ ปีแล้ว แต่การสนทนาวันนั้น ปลารู้สึกว่าหลวงพ่อชอบใจ เพราะหลวงพ่อหัวเราะและพูดว่า มันฉลาดน่าจับไปบวชชีค่ะ ปลาก็พอใจ เพราะปลาตอนนั้นหลงตัวเองมากว่าตัวเองเก่งใครก็อยากได้เป็นศิษย์ แต่ที่ไม่เป็นศิษย์ใครเพราะตัวปลาเองยังหาครูบาอาจารย์ที่จะมาปราบตัวปลาไม่ได้เลย

          มาหาพระทำไมไม่มีของมา มาตัวเปล่าปลารีบเปิดกระเป๋าสะพาย ทันทีพร้อมกับพวงมาลัยเฉา ๆ ๑ พวง เพราะซื้อตั้งแต่เช้าวันเสาร์แล้วรีบยื่นให้ แต่หลวงพ่อไม่รับ กลับลุกขึ้นเดินหนี หลวงพ่อเดินสบงปลิวก้าวเท้าอย่างรวดเร็วไปที่ศาลากลางน้ำหลังเล็ก พวกเรา ๕ คน ก็รีบลุกเดินตามท่านไปปนั่งคุยเรื่องธุระแต่ละคนอยู่พักใหญ่หลวงพ่อจะพูดคำว่ากระแดะบ่อยมาก โดยมองมายังปลา ปลาก็มองซ้ายมองขวาหันหน้าหันหลัง มองไปที่สุขา หรือมองหาตัวต้นตอที่หลวงพ่อพูดว่ากระแดะแต่ก็ไม่เจอใคร พลางก็คิดว่าหลวงพ่อสงสัยจะว่าเรา ว่าแล้วปลาก็คิดว่าหากเราไม่รับซะอย่าง แล้วใครจะทำอะไรได้ ว่าได้ว่าไป ไม่รับซะอย่าง เมื่อยปากก็หยุดเองล่ะ!

          เมื่อปลากลับมาถึงบ้าน ก็เข้าห้องพระ ใช่เลย! สิ่งที่เราค้นหาสิ่งที่ปลาอยากพบ สิ่งที่เราต้องการ และนี่คือสิ่งที่ปลาพอใจ ใช่เลย! อาจารย์องค์นี้แหละที่ปลาค้นหามานาน องค์นี้แหละที่ปราบม้าพยศอย่างปลาได้ องค์นี้แหละที่จะใช้ขอสับหัวช้างของปลาที่ดื้อด้านได้ องค์นี้แหละที่จะสามารถควบคุมปลาอยู่เพราะฉะนั้น  ปลาจะเป็น ศิษย์เอกให้ได้ จิตคิดเหิมเกริมไปใหญ่โดยหารู้ไม่ว่าตัวเองสุดยอดของคนขี้เกียจและหากจะเปรียบเทียบก็เหมือนกับเด็กอนุบาลมาเจอดอกเตอร์เข้าให้แล้ว เด็กอนุบาลคงฟังด็อกเตอร์พูดสอนไม่เข้าใจ ส่วนด็อกเตอร์ไยเล่าจะมาเสียเวลามาสอนเด็กอนุบาล อุตส่าห์ร่ำเรียนมาเพื่อมาสอนเด็กอนุบาลรึ! เขาน่าจะสอนพวกนิสิตนักศึกษาที่จบโทมิใช่รึ! แต่ถึงอย่างไรปลาก็ตั้งความหวังว่าถึงปลาจะฟังธรรมชั้นสูงไม่รู้เรื่อง ปลาก็จะพยายามเดินไปทีละก้าว ถึงแม้ว่ามันจะช้า ช้าแต่ชัวร์ค่ะ

          ตั้งแต่วันนั้นมา ปลาก็พยายามไปชมรมให้บ่อยขึ้น เพื่อที่จะพบหลวงพ่อ โดยรับอาสาทำงานทุกอย่างที่สามารถหยิบฉวยได้ ทำตัวให้ขยันว่างั้นเถอะ ถึงแม้ว่าบางครั้งจะง่วงนอนตอนกลางวัน ก็ต้องแกล้งทำเป็นขยันเพื่อดูท่าทีหลวงพ่อ (ตอนนั้นหลวงพ่อจำพรรษาที่แก่งหางแมว จังหวัดจันทบุรี)
         
ปลามาทำไมหลวงพ่อจะถามทุกครั้งเพื่อถามวัตถุประสงค์ของผู้มาเยือนกระมัง (ส่วนใหญ่ที่ปลาได้ยิน เขาจะตอบว่า มากราบพระปฏิบัติดีปฏิบัติชอบบ้าง  มาขอบารมีหลวงพ่อบ้าง) แต่ความที่ปลาไม่มีความคิด ก็จะตอบอย่างรวดเร็วเสมอว่า
         
มาเที่ยวค่ะเมื่อศิษย์ตอบอย่างนั้น (ไม่ทราบว่ารับเป็นศิษย์หรือยัง) หลวงพ่อก็จะไม่พูดอะไร ไม่สอนธรรมะอะไร อ๋อ! ก็ปลามาเที่ยวนี่คะ ไม่ได้มาฟังพระเทศน์สักหน่อย
         
ปลาจะเป็นศิษย์เอกเลยหรือ?ปลานั่งฟังทำหน้าตาเฉยแบบปกติ เหมือนไม่รู้สึกอะไร ทั้ง ๆ ที่หัวใจเต้นตึ๊ก ๆ จนได้ยินหัวใจเต้นชัดเจน
         
หลวงพ่อรู้ได้ไงนะว่าปลาคิดในใจว่าจะเป็นศิษย์เอกหลวงพ่อ (ต่อมาภายหลังหลายปีหลวงพ่อจะพูดเสมอว่า ศิษย์ทุกคนเท่าเทียมกัน ไม่มีศิษย์เอก) ปลาไม่เคยเล่าให้ใครฟัง เพียงแต่คิดในใจในห้องพระเมื่อคืนนี้เอง แต่ปลาก็เก็บความในใจไว้ ไม่ตอบหลวงพ่อ ทำหน้าตาเฉย เหมือนคนไม่รู้ไม่ชี้ แล้วถ้าเป็นคุณล่ะ คุณจะทำอย่างไร? ก็อย่างที่บอก บางวันปลาก็แกล้งลืมของไว้ที่ชมรม เพื่อจะได้มีข้ออ้างว่าลืมของ ไถลไปหาหลวงพ่อบ้าง หวังเป็นโยมอุปัฏฐากให้ครบ ๓ ครั้ง หลวงพ่อถึงจะคุ้นเคยบ้างเพราะรู้กิตติศัพท์ว่าหลวงพ่อปากจัด ด่าเก่ง (ปลาเดาเอาว่าหลวงพ่อเคยถูกครูบาอาจารย์ด่าเก่ง หลวงพ่อเลยมาระบายกับศิษย์กระมัง) ถ้าใครไปหาหลวงพ่อครั้งแรก บางทีหลวงพ่อไม่คุยด้วย โดยอ้างว่าไม่รู้จัก ถ้าไปอุปัฏฐากหลวงพ่อครบ ๓ ครั้ง หลวงพ่อถึงจะคุยด้วย บางคนถูกด่ากระเจิงไปตั้งแต่เห็นครั้งแรก (ตอนหลังถึงเข้าใจว่า อ๋อ! ที่ทำแบบนี้มันคืออุบายของหลวงพ่อทดสอบศิษย์ก่อน ถ้าใจคอไม่หนักแน่นก็ไปแล้ว ใครอดทนคนนั้นแหละที่จะเป็นศิษย์ได้

          หลวงพ่อเคยถามปลาครั้งหนึ่งตอนหลังว่า ถ้าปลาต้องการจะให้วิชาความรู้ การจัดดอกไม้ ร้อยมาลัย ทำบายศรี ปลาจะเลือกคนแบบไหน? ปลารีบตอบทันที โดยไม่คิดสักนิดตามนิสัยไม่ไตร่ตรองตามเคยว่า “ปลาจะดูว่าคนนั้นรักดอกไม้ไหม” (มีใจรักดอกไม้ใบตองแค่ไหน หากคนใดขยี้ดอกไม้ ขว้างทิ้งอย่างไม่ปรานี ทิ้งเศษไม้ ใบตอง ปลาคงไม่สอน แน่นอน เพราะใจเขาไม่รัก) ปลาตอบสั้น ๆ แค่นั้น! ตอนหลังถึงนึกได้ว่า อ๋อ! ครูบาอาจารย์ก็เป็นเช่นนั้น เขาเลือกสอนศิษย์ คนไหนรับได้ มีใจรัก ก็ทุ่มเทให้เต็มที่สำหรับศิษย์คนนั้น แต่ถ้าหากไม่รักเสียแล้ว ก็คงป่วยการสอนใช่ไหมคะ?
         
“ปลามาทำไม หลวงพ่อด่าว่าปลาแล้วมาทำไมอีก” หลวงพ่อยืนถามวันหนึ่งเมื่อปลาไปถึงชมรม
           ขณะนั้นปลาเลือดขึ้นหน้า ฉุนอย่างหาสาเหตุไม่ได้ ที่หลวงพ่อถามอย่างนั้นจึงโต้กลับไปบ้างอย่างรวดเร็ว ตามนิสัยปากไม่ดีว่า 
          
“หลวงพ่อเจ้าคะ หลวงพ่อด่าว่าปลา แต่หลวงพ่อทำหน้าทำตาก็ไม่แนบเนียน” พูดจบก็สะบัดก้นเดินหนีไปที่ศาลากลางน้ำหลังเล็กทันที ตั้งหน้าตั้งตาทำงานที่ค้างต่อไปโดยปล่อยให้หลวงพ่อยืนงง! ตอนหลังถึง ๒ ครั้งที่หลวงพ่อด่าปลา คราวนี้ปลาต้องยกรางวัลออสก้าให้เลยค่ะ เพราะดูไม่ออกจริง ๆ ว่าเป็นการแสดงหรือด่ามาจากหัวใจจริง ๆ เพราะตามปกติใครว่าปลา ๆ จะหัวเราะ คราวนั้นหัวเราะไม่ออก แถมน้ำตาเจ้ากรรมมาจากไหนไม่รู้อย่างกับทำนบพัง ต่อมาภายหลังปลาจะสังเกตหลวงพ่อก่อน ถ้าหลวงพ่อชวนคุยสนุกเล่นละก็ ท้องฟ้าปลอดโปร่ง ลูกศิษย์คุย พูดเล่นได้ หากวันใดนั่งหลังตรง ตัวตรง เขร่งขรึม หนวดไม่กระดิกละก็ วันนั้นเย็นสันหลังวาบ ๆ เตรียมตัวเถอะ! ก็จะไม่ให้กลัวได้ไง บอกจริงว่า กลัวหลวงพ่อมาก ในชีวิตของปลา ปลากลัวหลวงพ่อธรรมงามที่สุด ๆ กลัวตอนที่หน้าท่านเคร่ง (ก็ปลาเป็นลูกศิษย์ที่ไม่เอาถ่านนะซิคะ ไม่ให้กลัวได้ไง) ปลาคิดถึงวันนั้นแล้วยังขำ (โธ่เอ๋ย คิดจะด่าว่าเราให้เราไปเสียให้พ้น แต่แววตาของความปรานีมีอย่างเหลือล้น มีหรือที่จะจับดวงตา แววตาคู่นั้นไม่ได้) 

          ตอนนั้นพี่นัทคนขับรถแท็กซี่ จะมาคอยดูแลหลวงพ่ออยู่ โดยไปรับไปส่งหลวงพ่อไปจันทบุรี-กรุงเทพฯ เสมอ
         
หลวงพ่อธรรมงาม บอกว่าวันนี้จะไปวัดราชนัดดา หาซื้อบาตรพลาสติคเล็ก ๆ และของชำร่วยเพื่อแจกญาติโยมเวลาทำบุญ
         
ปลาก็ถาม "หลวงพ่อต้องการทหารรับใช้ไหมคะ" 
          หลวงพ่อทำหน้างง ๆ “เอามาทำอะไร ทหาร?”
          "
ก็คนถือของเวลาเดินช็อปปิ้งไงคะ" หลวงพ่อไม่ว่าอะไร ปลาก็อาศัยความใจกล้าหน้าด้านล่ะงานนี้ ทำอย่างไรให้ครูบาอาจารย์รับเราเป็นศิษย์ตอนนั้นปลาขยันมาก ไม่เคยเหน็ดเหนื่อยในการทำงาน หวังให้หลวงพ่อพอใจ ทำด้วยความรวดเร็วทันใจ ทั้ง ๆ ที่จริงแล้วเป็นยอดขี้เกียจแห่งศตวรรษก็ว่าได้เลย นี่คือแผนขั้นที่ ๑ ทั้ง ๆ ที่ก่อนหน้านั้นไม่เคยเป็นนักวางแผนเลย

          หลวงพ่อจะด่าว่าผู้หญิงทุกวัน ว่าไม่ดีอย่างนั้น ไม่ดีอย่างนี้ ปลาต้องทนฟังทุกวัน ๆ จนวันหนึ่งหมดความอดทนจึงตอบบ้างว่า “อึม! ขาดผู้หญิงเมื่อไร เมื่อนั้นก็จะรู้สึก ทุกวันนี้ผู้หญิงต้องลุกขึ้นมาทำกับข้าวใส่บาตร ไม่เห็นมีผู้ชายตื่นขึ้นมาทำกับข้าวใส่บาตรเลย เวลาไปวัด ดูเอาเถอะ ผู้หญิงทั้งนั้นที่ไปฟังธรรม ทำไมต้องมาซ้ำเติมเพศอ่อนแอด้วย โมโหแล้ว และปลานี่แหละจะพิสูจน์ว่า ผู้หญิงนี่แหละที่จะเป็นมารดาโอบอุ้มโลก”

          พอพูดคำสั้น ๆ ว่าขาดผู้หญิงเมื่อไรเมื่อแล้ววันนั้นจะรู้สึก ตั้งแต่วันนั้นมาหลวงพ่อไม่ค่อยดูถูกผู้หญิงเท่าไหร่ พูดเพียงแต่ว่า ผู้หญิงเป็นเพศที่มีกรรมเพราะทำกรรมไว้ จึงต้องมาใช้เศษกรรมอันเนื่องมาจากผิดศีล ๕ คือ ข้อกาเม ฯ

          พวกเราไปวัดราชนัดดากัน มีพี่นัท หลวงพ่อและปลา เมื่อถึงปลารีบควักเงินจ่าย ๒๐ บาท เป็นค่าจอดรถ หลวงพ่อไม่ยอม นำแบงค์ ๑๐ จำนวน ๒ ใบ มาให้ปลา บอกว่าค่าจอดรถ ปลารีบปฏิเสธ ไม่ล่ะค่ะ มาด้วยกัน ก็ช่วยกันออก “รับไว้เถอะนะ ไว้เป็นเงินก้นถุง” ปลาจึงรับไว้ และต่อมาล็อตเตอรี่ออกเลขท้ายแบงค์ ๑๐ จำนวน ๑ ใบ ก็ออกเลข ๒ ตัว ส่วนอีกแบงค์ก็ออกเลขแต่กลับกัน คนไม่มีโชค ทำอย่างไรก็คิดไม่ออก แต่ปลาไม่ค่อยใส่ใจเรื่องตัวเลข สนแต่ว่าหลวงพ่อจะช่วยตามร่างทรงเพื่อนำเงินมาคืนบ้าง (แผนสูงไหมล่ะ)

         มีอยู่วันหนึ่ง หลวงพ่อบอกว่า พรุ่งนี้รับนิมนต์ที่ มหาวิทยาลัยเกษตรฯ ชมรมผู้สูงอายุ (ก็คือชมรมวิชาการเกษตร) ปลาไปด้วยค่ะ หลวงพ่อไม่ตอบ คิดตามล่ะงานนี้...ใครบ้างไม่อยากเป็นศิษย์หลวงพ่อธรรมงาม อดีตท่านเป็นนักร้อง พิธีกรวงดนตรีลูกทุ่งรวมดาวกระจุยเชียวนะ ใครที่อายุ ๓๐ ปีขึ้นไปไม่รู้จักวงดนตรีนี้ก็เชยแล้ว ออกทีวีออกจะบ่อย ดังสุด ๆ เลยล่ะ ปลาดูประจำ ไม่น่าละ หน้าตาหลวงพ่อถึงคุ้น ๆ หลวงพ่อบอกปลานึกออกเลย ว่าเคยเห็นที่ไหน วันนั้นเจ้าบุ๋มก็อยู่ด้วย เรานัดกัน ๓ โมงเช้าที่ชมรม มีพี่นัท บุ๋ม ปลา และหลวงพ่อ

        วันรุ่งขึ้น ปลาไปชมรมช้าเพี่ยง ๕ นาที คือ ๙.๐๙ น. นั่งมอเตอร์ไซค์รับจ้างสวน รถของคุณคะนองหน้าชมรมโลกทิพย์ คุณคะนองบอกว่าหลวงพ่อไปแล้ว เมื่อกี้นี่เอง โธ่เอ๋ย ไม่รอเลย แค่ ๕ นาทีเอง ว่าแล้วก็บอกมอเตอร์ไซค์ไปปากซอยสถานทูตจีนต่อ ฮึ! ม.เกษตรฯ แค่นี้เองไม่เห็นจะยากเลย หลวงปู่มั่นอยู่สุดหล้าฟ้าเขียว อาจารย์ต่าง ๆ ยังดั้นด้นไปเจอหรือไม่เจอก็ยากกว่าเป็นล้านเท่า บุกป่าฝ่าดง รถก็ไม่มี มีหรือปลาจะท้อ ต่อให้ไกลกว่านี้ก็จะไป

         ปลานั่งรถเมล์สาย ๒๐๖ รถเมล์ว่าง เพราะนี่สายแล้ว จึงเดินไปนั่งเบาะหลังยาวหลังสุด นั่งไขว่ห้าง ร้องเพลงเลยอย่างสบายอารมณ์ รถก็ไม่ติด เดี๋ยวก็ถึง“แสนสุขสมนั่งชมวิหค อยากเป็นนกเหลือเกิน นกหนอนกเจ้าหกเจ้าเหิร ทุกว้นเจ้าคงเพลิน” และปลาร้องจนจบเพลง ก็จะไม่ให้เป็นนกได้ไง อยากจะบินไปให้ถึงเร็ว ๆ อยากจะรู้นักทำไมหลวงพ่อไม่รอ ร้องไปร้องมาแป๊บเดียวถึง ม.เกษตร ว่าแล้วก็จ้างมอเตอร์ไซค์ไปที่ที่มีเขานิมนต์พระมา มอเตอร์ไซค์พาไปหาประชุมใหญ่เลย ใช่เลยที่นี่ ปลาเคยมาฟังธรรม พระอาจารย์ยันตระเทศน์คนเป็นพัน ๆ คน แต่เหตุใดวันนี้ไม่มีคนเลย เห็นมีแต่นักศึกษาไม่กี่คน เดินเข้าไปถามนักศึกษา นักศึกษาบอกว่าไม่มีพระชื่อนี้นิมนต์มาวันนี้ มีซิ หลวงพ่อมาแล้ว ปลาเถียง แต่ก็ต้องยอมรับสภาพ เพราะถ้ามาที่นี่ก็คงเห็น

         ผลสุดท้ายก็นั่งมอเตอร์ไซค์ขับหาชมรมอะไรก็ไม่รู้ เมื่อวานฟังไม่ถนัด ไม่คิดว่าจะวุ่นวายถึงขนาดนี้ ขับวนไปก็วนมา ชักร้อน หิว และเสียหน้า เริ่มหงุดหงิด ชักไม่สนุก อารมณ์ก็เสีย โมโหตัวเองไม่จดว่าเป็นชมรมอะไร ตึกไหน เกษตรเล็กซะเมื่อไหร่

         ชักไม่สนุก ๆ หลวงพ่อ ไม่สนุกแล้วนะ พอพูดครั้งที่ ๓ ก็เห็นท้ายรถแท็กซี่พี่นัทพอดี จอด ๆ รีบจอด อาการที่เหนื่อยร้อนก็หายเป็นปลิดทิ้ง รีบวิ่งมาอย่างด่วน บอกมอเตอร์ไซค์ว่าให้ไปกราบหลวงพ่อเร็ว มอเตอร์ไซค์ก็ดีมากราบหลวงพ่อแล้วก็ไป ขณะนั้นหลวงพ่อกำลังนั่งพิจารณาข้าวในบาตรอยู่ ปลาดีใจมากที่หาหลวงพ่อเจอ กะว่าคราวหน้าจะไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีกเป็นอันขาด

         พอขากลับ หลวงพ่อนั่งหน้ารถกับพี่นัท ปลากับบุ๋มนั่งเบาะหลัง หลวงพ่อเปิดคลื่นสถานีวิทยุหาเพลง ก็นักร้องเก่านี่นา
        
หลวงพ่อหมุนไปหมุนมาก็เจอสุนทราภรณ์ค่ะ นั่งฟังอย่างอารมณ์ดีไม่พูดไม่จา ด้วยความคึกคะนองของปลา ปลาก็แซวหลวงพ่อว่า หลวงพ่อฟังเพลงอะไรโบร๊าณ โบราณ วัยรุ่นอย่างปลายังไม่อยากฟัง (แซวไปยังงั้นเอง ไม่คิดอะไร)
         แต่หลวงพ่อตอกกลับมาว่า “แล้วคนที่ร้องเพลงแสนสุขสมนั่งชมวิหคอยากเป็นนกเหลือเกินล่ะ ไม่โบราณเรอะ
!"
ค่ะ ปลาเกือบตกเบาะแท็กซี่ด้วยความตกใจ อะไร? จะเป็นความบังเอิญอีกแล้วเรอะ! การคาดคะเนที่ถูกต้องถึง ๒ ครั้ง เป็นไปได้ไง และปลาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าในโลกนี้มีพระสงฆ์ทำเหมือนในพระไตรปิฎก ที่มีฤทธิ์ปาฏิหาริย์เหมือนเรื่องแต่ง เป็นไปได้ไง หลวงพ่อรู้ว่าปลาคิดอะไร ตอนเจอกันครั้งแรก ครั้งที่ ๒ มีหูทิพย์ ได้ยินเสียงเพลงที่ปลาร้องบนถนนรัชดา เพราะอยากเป็นนกบินมาไว ๆ จะมาฟังเทศน์หลวงพ่อที่ชมรมวิชาการเกษตร ปลานิ่งอึ้งอยู่นานก่อนที่จะหัวเราะคนเดียวเสียงดังอย่างอารมณ์ดี โดยที่พี่นัทกับบุ๋มไม่รู้เรื่องอะไร จู่ ๆ ปลาก็หัวเราะเรื่องอะไร??

 

วัตถุมงคล