หลวงตาตอบปัญหาธรรมะ ตอน ๒

 

คำถาม - คำตอบ
ปัญหาธรรม
(ตอน ๒)

 

       ถามเนื่องด้วยกระผมเกิดมีปัญหาทางปฏิบัติธรรม ใคร่จะขอคำแนะนำศึกษาจากท่านพระอาจารย์โดยตรง แต่เนื่องด้วยอยู่ในระหว่างพรรษา จึงไม่สามารถไปกราบอคำแนะนำจากท่านถึงที่วัดป่าบ้านตาด หวังว่าท่านคงให้ความเมตตากรุณาแก่ศิษย์ผู้น้อยนี้บ้างในโอกาสนี้ เพื่อไม่ให้เป็นความมัวเมาในกาลเวลาจนเกิดความประมาทที่จะรอจนกว่าออกพรรษา เพราะใครจะทราบได้ว่า ความตายซึ่งมัจุราชผู้มีเสนาใหญ่จะไม่มีมาในวันพรุ่งนี้ เพื่อความไม่ประมาท ขอเข้าเรื่องที่สงสัยกันเลยทีเดียว ดังนี้

      ปกติกระผมจาริกธุดงค์ไปเรื่อยๆ ปีนี้ (พ.ศ.๒๕๒๖-๒๕๒๗) ชาวบ้านหมู่บ้านโนนแพงได้ถวายดอกไม้ธูปเทียนนิมนต์จำพรรษาที่ตำบลเดื่อศรีคันไชย อำเภอวานรนิวาส จังหวัดสกลนคร ได้ปฏิบัติภาวนาเน้นหนักทางเดินจงกรมมากกว่านั่งขัดสมาธิภาวนา แต่ทำติดต่อมาทุกวันไม่เคยขาด นอกจากวันที่ฝนตกหนักก็ใช้วิธีนั่งแทน

       คราวนี้เมื่อวันที่ ๑-๘ สิงหาคม ๒๕๒๖ นี้ เกิดอากาศเปลี่ยนแปลงประกอบกับไม่ได้ดูแลร่างกายให้อบอุ่นดีเท่าที่ควร ทำให้เกิดความป่วยไข้ขึ้น โดยมีอาการตัวร้อนเป็นไข้มีอุณหภูมิสูงผิดปกติ และเกิดอาการเย็นที่ท้อง ถ่ายมาก ถ่ายบ่อยชนิดท้องร่วงสีขาวขุ่น ประกอบกับไม่มียารักษา การไปหาหมอที่โรงพยาบาลก็ห่างไกลจากวัดมาก การเดินทางก็ลำบาก จึงหันมาลองใช้วิธี “ธรรมโอสถ” กำหนดเอาความป่วยไข้นั้น ไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ตามมาไว้ที่ใจ หรือเอาใจไปไว้ที่ความเจ็บป่วยนั้น

       กระผมเดินจงกรมพิจารณาในขณะที่ไม่มีทางออกหรือกล่าวง่าย ๆ ว่าจนตรอกจนมุม เกิดมีอะไรบางอย่างเกิดขึ้นในขณะเดินจงกรม กล่าวคือ ได้ความคิดพิจารณาความป่วยไข้ของตนเอง  โดยพิจารณาเป็นธาตุในร่างกาย เริ่มจาก ผม(เกศา) ขน(โลมา)  เล็บ(นขา)  ฟัน(ทันตา)  และหนัง(ตโจ)  เนื้อ เอ็น กระดูก ฯลฯ เป็นต้น

       กระผมพิจารณาทีละชิ้นจนถึงเยื่อในสมองศีรษะว่า  ส่วนใดของร่างการมีอาการลักษณะผิดปกติจนเกิดอาการเป็นไข้ ชั่วขณะจิตเดียวรู้สึกอย่างกะว่า  เกิดความรู้(วิชชา) ขับไล่กวด “อวิชชา” (ความไม่รู้ โง่เขลา) ไปทุกส่วนของร่างกาย ทุกชิ้นส่วนทุกรูขุมขนตลอดจนธาตุน้ำ  ธาตุลม  และธาตุไฟ  ตลอดอาการ ๓๒ ของร่างกายได้ความว่า ธาตุ ๔ ขันธ์ ๕  อายตนะ ๑๒ นั้น มีความสัมพันธ์ เกี่ยวเนื่องกันอยู่ที่ร่างกายของตนเองนี้ แล้วหยั่งลึกลงไปว่า เหตุที่ความป่วยไข้มันกำเริบเสิบสาน เพราะจิตไปยึดมั่นถือมั่นทุกชิ้นส่วน ทุกรูขุมขนแทรกอยู่ทุกส่วนของร่างกายนี้

       พอรู้เข้าไปโดยใจสัมผัส ทำให้ดูเหมือน กาย กับ จิต แยกออกจากกัน กายมีไข้ตัวร้อนก็เรื่องของกาย ของธาตุขันธ์ ใจไม่ยอมรับรู้เกิดมีกำลังพละขึ้นมา รู้ว่ากายมันโดยธรรมชาติ เมื่อเกิดมีการประชุมธาตุเข้ากัน  แล้วมันก็เปลี่ยนแปลงชราลงและเกิดเจ็บไข้ จนสลายตายไปเป็นปกติของมัน เพราะความไปยึดมั่นถือมั่นเป็นตนของตน จนเกิด  “อุปทาน” ขึ้นต่างหาก

       ที่ดูรู้สึกสนิทแนบเป็นอันเดียวกับใจ  ทำให้คร่ำครวญหายาหาหมอ  แต่คิดเลยเถิดถึงว่า  ธาตุขันธ์มันต้องมีลักษณะหนีไม่พ้น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา แต่ทำไมจึงไม่เกิดอาการให้รับรู้ได้

       ในขณะนั้นนอกจากความเข้าใจที่เข้าไปแยกธาตุขันธ์  เข้าใจในแนวทางของการเข้านิโรธสมาบัติ และยังมีธรรมอื่นๆ ดูมันมากมาย  กว้างขวางกว่าตำราพระไตรปิฎกใด ๆ แก้ความสงสัยทีเกี่ยวกับ ธรรมโอสถ รักษาโรคได้จริงโดยสิ้นเชิง  ในที่สุดไม่ต้องทานยาไข้ตัวร้อนลดอุณหภูมิไข้ของร่างกายไปได้เองจนเป็นปกติ โรคท้องร่วง ท้องเดิน ต่อมาถ่ายไปมาก็เริ่มเป็นปกติได้  จึงขอถามว่า...

๑. การพิจารณาร่างกายเป็นส่วนๆ ของธาตุ ดังที่กล่าวมานั้น เรียกว่าเป็นการรักษาโดย “ธรรมโอสถ” ใช่หรือไม่ แบบเดียวกับกายานุปัสสนาสติปัฏฐานใช่ไหม?
๒. เมื่อใช้วิธี “ธรรมโอสถ”ได้ครั้งหนึ่ง แล้วโดยบังเอิญ จะใช้ในครั้งต่อ ๆ ไปได้อีกหรือไม่? มีผลเหมือนเดิมหรือต้องหาอุบายอย่างอื่นมาแทน
๓. ทำไม “อวิชชา” ขณะนั้นถูกขับไล่ไป แต่ไม่พบ“ความว่าง”เพราะอะไร?  หรือแสดงว่า  “อวิชชา” ยังไม่หมด ที่บรรเทาไปเป็นเพียงส่วนเดียวเท่านั้น
๔. การทำความเพียรที่เห็นว่าควรทำเสมอๆ  นั้นประมาณกะได้อย่างไร? จึงตรงกับมัชฌิมาปฏิปทา
๕. จิตอยู่ในอาการลักษณะไตรลักษณ์  อนิจจัง  ทุกขัง  อนัตตา  เช่นเดียวกับรูปหรือไม่?  เพราะจิตมีลักษณะเป็นนามธรรม
๖.  ขออุบายเกี่ยวกับการปฎิบัติต่อสู้กับกามราคะที่มุ่งหมายสตรีเพศโดยเฉพาะ กระผมเมื่อเป็นฆราวาสนั้นเ รื่องกามโลกีย์โชกโชนมาก จนยากที่จะละให้ขาดออกจากจิตใจ  บางเวลาเผลอมันก็แสดงออกทางใจ จนส่งผลทางร่างกาย จนต้องพยายามกดข่มไว้แสดงว่า ทางจิตใจยังไม่สามารถละถอนได้ แม้คิดทดลองถึงกับอดอาหาร ๗ วัน คิดว่าจะเอาอยู่ แต่ก็ปรากฏว่าเอาไม่อยู่ ยังขุ่นมัวทำลายจิตใจ ถึงกายเสมอ ๆ โปรดแนะนำอุบายอย่างละเอียด เพื่อเป็นแนวทางในการปฎิบัติด้วย
๗.  การทรงฌาน ถ้าทำไปเรื่อย ๆ โดยไม่ทราบขั้นตอนว่า ปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน และจตุตฌานนั้น จะมีผลประโยชน์ในการสร้างอภิญญา๖ได้หรือไม่? หรือทำไว้เพียงพักผ่อนในการทำวิปัสนาญาณเท่านั้น
๘.  บางคราวเกิดอารมณ์ เห็นทุกอย่างบนโลกรอบ ๆ ตัวไม่มีอะไรแตกต่างกันเลย  มีแต่ความไม่เที่ยง ถึงจะมั่นคง แต่ทนอยู่ไม่ได้ตลอดกาล  สลายเปลี่ยนแปลงไปเสมอ ๆ ไม่มีผู้หญิงผู้ชาย  ต้นไม้ ใบหญ้า สิงสาราสัตว์ต่างๆ ก็เป็นเหมือนกันหมด  อย่างกับโลกนี้แบนราบเรียบเป็นชนิดเดียวกันหมด น่าเบื่อหน่าย เซ็งที่สุด อันลักษณะนี้เป็นอะไรครับท่าน?
      ขอรบกวนเวลาอันทรงค่าของท่านพระอาจารย์แค่นี้ และหวังพึ่งบารมีธรรมช่วยแนะนำแนวทางสู่ทางพ้นทุกข์แก่ผู้ด้อยปัญญาด้วยเถิด
      ขอกราบขอบพระคุณในเมตตาธรรมที่ใด้อุตส่าห์แนะนำทางปฎิบัติโดยตรงแสมอมา ขอความดำรงทนอยู่ของปัญจขันธ์ธาตุของท่านพระอาจารย์จงคงอยู่เพื่อชี้แนะแนวทางปฏิบัติธรรมสืบกาลต่อไปเถิด
 “หลวงพ่อธรรมงาม”
 ผู้ถาม


 ตอบ   (โดยท่านอาจารย์พระมหาบัว ญาณสัมปันโน-วัดป่าบ้านตาด) ดังนี้...
       การเดินจงกรม นั่งสมาธิภาวนา พิจารณากรรมฐานห้าเป็นต้น เป็นงานจำเป็นของพระผู้จะตามเสด็จพระพุทธเจ้าให้ทันในปัจจุบันจิต ปัจจุบันธรรมในวงความเพียรไม่ลดละท้อถอย ที่ทำความเพียรด้วยการเดินจงกรมเป็นต้น นั้นชอบแล้ว คนเรา พระเรา ไม่โง่อยู่ตลอดเวลา เมื่อถึงคราวจนตรอกย่อมงัดเอาสติปัญญามาช่วยเอาตัวรอดได้  ที่หลวงพ่อพิจารณากาย-ใจ ในเวลาท้องเดินนั้นเหมาะสมกับเหตุการณ์แล้ว  ก็ได้ผลเป็นสักขีพยาน พอเป็นที่แน่ใจในความเพียร ทุ่มสติปัญญาลงให้หนักเพื่อจะได้ถึงกันกับความทุกข์ กับโรคนั้น ๆ นั่นเรียกว่า มัชฌิมา คือเหมาะสมกัน จนตอบย่อ ๆ เป็นข้อ ๆ ดังนี้
๑.  ใช่, ใช่ เป็นแบบเดียวกับสติปัฏฐานสี่
๒.  ใช้ได้อีก ใช้ได้เรื่อย แต่อุบายสติปัญญาย่อมมียักย้ายเปลี่ยนแปลงไปตามเหตุการณ์ เพื่อให้ทันเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นอย่าง ๆไปในขณะนั้น
๓.  อวิชชายังไม่ไป! ไปแต่ลูกหลานเหลนของอวิชชา จึงยังไม่พบความว่าง อันความว่างนั้น เพียงจิตปล่อยวางรูปกายตัวเองโดยเด็ดขาดแล้ว จิตย่อมว่างจากรูปกาย
       เมื่อปล่อยเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณแล้ว จิตย่อม ว่าง โล่ง ไปหมด และเมื่อจิตขับอวิชชาออกจากใจโดยสิ้นเชิงแล้ว จิตว่าง เต็มภูมิจิต ภูมิธรรม จะว่างหรือไม่ว่างก็ตาม จิตติดขัดอยู่ตรงไหน จงใช้สติปัญญาพิจารณาฟาดฟันกันลงไปตรงจุดนั้น ความว่าง ไม่หาก็ปรากฏขึ้นเองทุก ๆ ขั้น ของความว่าง
๔.  กิเลสโผนมา ธรรมะคือ สติ-ปัญญา ความเพียร โผนไปไม่ออมแรง  กิเลสอ่อนข้อลง สติปัญญาพิจารณาให้ละเอียดลงไปตามขั้นของกิเลสนี้ เรียกว่า พอ ๆ กัน และเรียกว่า มัชฌิมา คือความเหมาะสมกันกับการปราบกิเลส
๕.  จิตที่ยังมีกิเลส แม้ละเอียดขนาดไหนก็ยังเป็น ไตรลักษณ์ ได้อยู่นั่นแล เพราะกิเลสชนิดต่าง ๆ พาให้เป็นไตรลักษณ์ จิตเป็นนามธรรม กิเลสก็เป็นนามธรรม มันจึงเข้ากับจิตได้สนิท กิเลสสิ้นซากเมื่อไหร่ จิตก็ปราศจากไตรลักษณ์เมื่อนั้น
๖.  การพิจารณาอสุภะปฏิกูลในกายเขา กายเราได้ละเอียดเท่าไร ย่อมเป็น ยาปราบราคะ ได้ทันเท่านั้น เพราะเป็นธรรมคู่ปรับกัน
      เรื่องของกามราคะติดง่ายไม่อิ่มพอ แต่แก้ยาก ต้องใช้อสุภะให้มาก ๆ ทั้งพิจารณาทั้งกายเขา กายเราใจเทียบเคียงกันให้ได้สัดได้ส่วน ใจย่อมคลายไป ๆ จนสิ้นซากกามราคะภายในใจ
      การอดอาหารก็เพื่อช่วยการพิจารณาอสุภกรรมฐานให้คล่องตัวกว่าการไม่อด วิธีนี้ได้ผล ผมเคยอดมามากต่อมากแล้วจนท้องเสีย แต่กามไม่หมดไปเพราะอดอาหารนี้ เป็นเพียงช่วยให้สติปัญญาพิจารณาง่ายขึ้นและคล่องตัวเท่านั้นจงจำไว้ให้ถึงใจ กามหมดไปเพราะสติปัญญาฟาดฟันกันต่างหาก
๗.
อันฌาน ๆ แช ๆ นั้นจะไม่ส่งเสริมให้พระเป็นบ้าตื่นเงา และเพราะได้เคยสอนต้นตอของเงามามากแล้ว จึงไม่ให้ตะครุบเงาแบบบ้า ๆ บอๆ
๘. การเบื่อหน่าย เกิดความคลายความยินดีในสิ่งเหล่านั้น นั่นถูกต้องตามหลักธรรม เบื่อหน่ายแบบผัวเมียเบื่อหน่ายกัน แต่แล้วดอดไปหาเมียใหม่ผัวใหม่นั้นมันเบื่อหน่ายแบบหมาเบื่อหมา ไม่ใช่เบื่อแบบพระที่เบื่อด้วยสติปัญญาตามทางพระศาสดา
       จงพิจารณากายอสุภะให้มาก ๆ ราคะจะเบาลงอย่างเห็นได้ชัด จนขาดไปในที่สุด
       หนังสือที่ผมแต่งหลายเล่ม ท่านไม่ได้อ่านบ้างหรือ? เช่น ปฎิปทาฯ ศาสนาอยู่ที่ไหน? ชุดเตรียมพร้อม แว่นดวงใจ ซึ่งอธิบายกรรมฐานแทบทั้งนั้น...
 
"บัว"

 

วัตถุมงคล