ต่อ: (วิธีที่ ๓๑ - ๔๐)

อัปปมัญญาพรหมวิหาร

อาหาเรปฏิกูลสัญญา จตุธาตุววัตถาน ๑ และอรูปกรรมฐาน ๔

พรหมวิหาร
(การเจริญเมตตา-กรุณา-มุทิตา-อุเบกขา)

       พรหมวิหารธรรมทั้ง ๔ อันมี เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขานั้น ท่านถือว่าเป็นคุณธรรมของพรหม
       การเจริญพรหมวิหารธรรม ก็คือน้อมนำคุณธรรมของพรหมทั้ง ๔ ข้อนั้นเข้ามาไว้ในใจ
       คือประการแรก จิตใจต้องมีความรัก ความปรารถนาดีต่อเพื่อนร่วมโลกทุกชีวิต (เมตตา) เหมือนเขาเหล่านั้นเป็นญาติพี่น้อง หรือลูกเต้าเหล่าหลานของเราเอง
       เวลาเห็นใครตกทุกข์ได้ยาก ก็รู้สึกสงสาร คิดอยากจะช่วยเหลือ (กรุณา)
      
เวลาเห็นใครได้ดีมีสุขเกินหน้าเกินตา ก็ไม่อิจฉาริษยา แต่กลับพลอยยินดีไปกับเขาด้วย (มุทิตา)
       และข้อสำคัญคือรู้จักวางใจเป็นกลาง เมื่อไม่สามารถช่วยเหลืออะไรเขาได้จริงๆโดยมองให้เห็นเป็นเรื่องของกรรม ว่ากรรมแต่ละคนนั้น ทำมาไม่เหมือนกัน (อุเบกขา)
      ผู้ใดก็ตามที่สามารถปลูกฝังคุณธรรมทั้ง ๔ ประการนี้ให้เกิดขึ้นในใจได้ ก็เท่ากับได้เจริญพรหมวิหารธรรมแล้วโดยประการทั้งปวง

อาหารเรปฏิกูลสัญญา
(นึกถึงความปฏิกูลในอาหาร)

       เมื่ออาหารตั้งอยู่บนจาน ก็น่าดูน่าทานดี แต่พออาหารเหล่านั้นถูกตักเข้าปาก ไปคละเคล้ากับน้ำลาย ถูกฟันบดเคี้ยว มันก็จะเปลี่ยนสภาพเป็นสิ่งปฏิกูล และยิ่งตกลงไปถึงท้อง สภาพก็ยิ่งดูน่ารังเกียจเป็นทวีคูณ
       ในเวลาเพียงไม่นาน สภาพอาหารที่แต่ก่อนดูน่าทาน เมื่อย่อยเสร็จสรรพ มันก็จะกลายเป็นเศษอาหาร แล้วขับถ่ายออกมาเป็นอุจจาระและปัสสาวะ
       ท่านจงดูเอาเถิดว่าอาหารนั้นมีสภาพที่เป็นปฏิกูลน่ารังเกียจเพียงใด ฉะนั้น ควรแล้วหรือที่เราจะให้ความสนใจเรื่องอาหารการกินจนเกินควร

จตุธาตุวัตถาน
(พิจารณาธาตุ ๔)

       ร่างกายของคนเรา ถ้าพิจารณาดูให้ดี ก็จะเห็นได้ว่า จริง ๆ แล้วประกอบขึ้นจากส่วนสำคัญ ๔ ส่วนเท่านั้น อันได้แก่ ส่วนที่เป็นของแข็ง (ธาตุดิน) ส่วนที่เป็นของเหลว (ธาตุน้ำ) ส่วนที่เป็นอุณหภูมิ (ธาตุไฟ) และส่วนที่มีลักษณะเคลื่อนไหว พัดไปมา (ธาตุลม)
       ถ้าเราพิจารณาออกไปรอบตัว เช่น พวกเครื่องใช้ไม้สอย หรือเสื้อผ้าอาภรณ์ และอาหารการกินต่าง ๆ จริงๆ แล้ว ก็สักแต่ว่าเป็นธาตุเหมือนกัน
       ถ้าเราพิจารณาบ่อย ๆ จนเกิดความคล่องตัวแล้ว ก็จะเห็นสักแต่ว่า ธาตุกินธาตุธาตุใช้สอยธาตุเท่านั้น ความเป็นตัวเป็นตนจะค่อย ๆ จางคลาย และหายไปในที่สุด

อรูปกรรมฐานเพ่งอากาศ
(อากาสานัญจายตนะ)

       วางสัญญา ความจำ ในรูปและอารมณ์อื่นๆ แล้วกำหนดจิตให้อยู่ที่อากาศ เพ่งอากาศในท้องฟ้าเป็นอารมณ์ ภาวนาว่า อากาสาๆๆๆ...หรืออากาศๆๆๆ...จนเกิดเป็นอารมณ์เดียว แล้วดื่มด่ำในความรู้สึกว่ามีแต่อากาศเท่านั้น

อรูปกรรมฐาน
เพ่งวิญญาณ
 (วิญญาณัญจายตนะ)

       วางสัญญา ความจำ ในรูปและอารมณ์อื่นๆ แล้วกำหนดว่า มาอยู่ที่วิญญาณ ในท้องฟ้าเต็มไปด้วยวิญญาณ ภาวนาว่า วิญญาณๆๆๆ...จนเป็นอารมณ์เดียว มีวิญญาณอยู่ทุกหนทุกแห่ง

อรูปกรรมฐาน
เพ่งความว่าง
(อากิญจัญญายตนะ)

       วางสัญญา ความจำ ในรูปและอารมณ์อื่นๆ แล้วกำหนดจิตถึงความว่าง ในท้องฟ้าเต็มไปด้วยความว่าง ไม่มีอากาศ ไม่มีวิญญาณ ภาวนาว่างๆๆๆ... จนดื่มด่ำกับความว่าง

อรูปกรรมฐาน
เพ่งความสงบขั้นละเอียด
(เนวสัญญานาสัญญายตนะ)

       วางสัญญา ความจำ ในรูปและอารมณ์อื่น ๆ แล้วกำหนดจิตถึงความสงบขั้นละเอียด สงบจริงหนอๆๆๆ...ภาวนาว่า สงบๆๆๆ...ไม่มีอากาศ ไม่มีวิญญาณ ไม่มีความว่าง มีแต่ความสงบจะหลุดมิหลุดแหล่จากสิ่งทั้งหลายทั้งปวง

(๓๑ ถึง ๔๐ ) กรรมฐาน ประการ มี

อัปปมัญญาพรหมวิหาร ๔,

อาหาเรปฏิกูลสัญญา ,

จตุธาตุววัตถาน

       (จะไม่ขออธิบายไว้) จะได้อธิบายแต่อรูปกรรมฐาน ๔ ดังต่อไปนี้
      ท่านโยคาวจรกุลบุตร ผู้จะเจริญ อรูปกรรมฐานที่หนึ่ง พึงเพ่งกสิณทั้ง มีปฐวีกสิณ เป็นต้น อย่างใดอย่างหนึ่ง เว้นอากาศกสิณเสีย เมื่อสำเร็จรูปาวจรฌานอันเป็นที่สุดแล้ว จะเจริญอรูปาวจรฌานในอรูปกรรมฐาน ต่อไปพึงเพิกกสิณนั้นเสีย คือ อย่ากำหนดนึกหมายเอากสิณนิมิตเป็นอารมณ์ พึงตั้งจิตเพ่งนึกพิจารณาอากาศที่ดวงกสิณเกาะ หรือเพิกแล้วเหลืออยู่แต่อากาศเปล่าเป็นอารมณ์ พิจารณาไป ๆ จนอากาศว่างเปล่าเท่าวงกสิณปรากฏในมโนทวารในกาลใด ในกาลนั้นให้ท่านโยคาวจรพิจารณาอากาศอันเป็นอารมณ์ บริกรรมว่า อนนฺโต อากาโส อากาศไม่มีที่สิ้นสุด ดังนี้ร่ำไป เมื่อบริกรรมนึกอยู่ดังนี้เนืองๆ จิตก็สงบระงับตั้งมั่น เป็นอุปจารสมาธิไปจนถึงอัปปนาสมาธิโดยลำดับ สำเร็จเป็นอรูปฌานที่ ๑ ชื่อว่า "อากาสานัญจายตนฌาน"
เมื่อจะเจริญ อรูปกรรมฐานที่ ๒ ต่อไปพึงละอากาศนิมิตที่เป็นอารมณ์ของอรูปฌานทีแรกนั้นเสีย พึงกำหนดจิตที่ยึดหน่วงเอาอากาศเป็นอารมณ์นั้นมาเป็นอารมณ์ต่อไปแล้วบริกรรมว่า อนนฺตํ วิญฺญาณํ วิญญาณไม่มีที่สุด ดังนี้ร่ำไป จนกว่าจะได้สำเร็จอรูปฌานที่ ชื่อ "วิญญาณัญจายตนฌาน"

       เมื่อจะเจริญ อรูปกรรมฐานที่ ๓ ต่อไป พึงละอรูปวิญญาณทีแรกที่เป็นอารมณ์ของอรูปฌานที่ ๒ นั้นเสีย มายึดหน่วงเอาความที่ไม่มีอรูปฌานทีแรก คือ กำหนดว่า อรูปวิญญาณทีแรกนี้ไม่มีในที่ใด ดังนี้เป็นอารมณ์แล้วบริกรรมว่า  นตฺถิ กิญฺจิ ๆ อรูปวิญญาณ ทีแรกนี้มิได้มีมิได้เหลือติดอยู่ในอากาศ ดังนี้เนืองๆ ไปก็จะได้สำเร็จอรูปฌานที่ ๓ ชื่อว่า "อากิญจัญญายตนฌาน"

       เมื่อจะเจริญ อรูปกรรมฐานที่ ต่อไป พึงปล่อยวางอารมณ์ของอรูปฌานที่ ๓ คือ ที่สำคัญมั่นหมายว่า อรูปฌานทีแรกไม่มีดังนี้เสียพึงกำหนดเอาแต่ความละเอียดประณีตของอรูปฌานที่ ๓ เป็นอารมณ์ทำบริกรรมว่า สนฺตเมตํ ปณีตเมตํ อรูปฌานที่ ๓ นี้ ละเอียดนักประณีตนัก จะว่ามีสัญญาก็ไม่ใช่ ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่ ดังนี้เนืองๆไป ก็จะได้สำเร็จอรูปฌานที่ ๔ ชื่อว่า "เนวสัญญานาสัญญายตนฌาน"

       จะอธิบายฌาน และสมาบัติต่อไป...

       ฌานนั้นว่าโดยประเภทมี ๒ อย่าง คือ รูปฌาน และ อรูปฌานอย่างละ ๔ ฌาน เป็นฌาน ๘ ประการ ฌานทั้ง ๘ นี้เป็นเหตุให้เกิด สมาบัติ ๘ ประการ

      บางแห่งท่านก็กล่าวว่า ผลสมาบัติต่อได้ฌานมีวสีชำนาญดีแล้วจึงทำให้สมาบัติบริบูรณ์ขึ้นด้วยดีได้ เพราะเหตุนี้สมาบัติจึงเป็นผลของฌาน ก็สมาบัติ ประการนี้ ในภายนอกพระพุทธศาสนาก็มี แต่ไม่เป็นไปเพื่อดับกิเลส ทำให้แจ้งซึ่งพระนิพพานได้ แต่เป็นไปเพื่อทิฏฐธรรมสุขวิหาร และเป็นไปเพื่อเกิดในพรหมโลกเท่านั้น เหมือนสมาบัติของท่านอาฬารดาบสและอุททกดาบส

      ฉะนั้นส่วนสมาบัติในพระพุทธศาสนานี้ ย่อมเป็นไปเพื่อระงับดับกิเลส ทำให้แจ้งซึ่งพระนิพพานได้ว่า โดยประเภทมี ๒ อย่างคือ ผลสมาบัติ และ นิโรธสมาบัติ ผลสมาบัตินั้นย่อมมีสาธารณะทั่วไปแก่พระอริยเจ้าที่ได้สมาบัติทั้งสิ้น ส่วนนิโรธสมาบัตินั้น จำเพราะมีแต่พระอริยเจ้าสองจำพวก คือ พระอนาคามี กับพระอรหันต์ที่ได้สมาบัติ ๘ เท่านั้น

      อนึ่ง ฌานและสมาบัตินี้ ถ้าว่าโดยอรรถก็เป็นอันเดียวกัน ต่างกันแต่พยัญชนะเท่านั้น เพราะฌานนั้นเป็นที่ถึงด้วยดีของฌานลาภีบุคคลจริงอยู่ในอรรถกถาท่านกล่าวไว้ว่า ฌานลาภีบุคคลถึงด้วยดีซึ่งสมาบัติคือ ฌานเป็นที่ถึงด้วยดีมีปฐมฌาน เป็นต้นดังนี้

      อนึ่ง ในพระบาลีแสดง อนุบุพพวิหารสมาบัติ ๙ ไว้คือ ปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน จตุตถฌาน อากาสานัญจายตนฌาน วิญญาณัญจายตนฌาน อากิญจัญญายตนฌาณ เนวสัญญานาสัญญายตนฌาน และสัญญาเวทยิตนิโรธ เป็นสมาบัติที่อยู่ตามลำดับของฌานลาภีบุคคล อนึ่งท่านแสดงอนุบุพพนิโรธสมาบัติ ไว้ว่า ฌานลาภีบุคคลเมื่อถึงด้วยดีซึ่งปฐมฌาน กามสัญญาดับไป เมื่อถึงด้วยดีซึ่งทุติยฌานวิตก-วิจารดับไป เมื่อถึงด้วยดีซึ่งตติยฌาน ปีติดับไป เมื่อถึงด้วยดีซึ่งจตุตถฌาน ลมอัสสาสะ-ปัสสาสะดับไป เมื่อถึงด้วยดีซึ่งอากาสานัญจายตนฌาน รูปสัญญาดับไป เมื่อถึงด้วยดีซึ่งวิญญาณัญจายตนฌาน สัญญาในอากาสานัญจายตนฌานดับไป เมื่อถึงด้วยดีซึ่งอากิญจัญญายตนฌานสัญญาในวิญญาณัญจายตนฌานดับไป เมื่อถึงด้วยดีซึ่งแนวสัญญานาสัญญายตนฌาน สัญญาในอากิญจัญญายตนฌานดับไปเมื่อถึงด้วยดีซึ่งสัญญาเวทยิตนิโรธ สัญญาและเวทนาดับไป

       ธรรม ๙ อย่างนี้ ชื่อ อนุบุพพนิโรธสมาบัติ สมาบัติเป็นที่ดับหมดแห่งธรรม อันเป็นปัจจนึกแก่ตนตามลำดับฉะนี้ คือ ในอรรถกถาและบาลีทั้ง ๒ นี้ ส่องความให้ชัดว่า ฌานและสมาบัติเป็นอันเดียวกันโดยอรรถ แต่ฌานเป็นเหตุของสมาบัติ สมาบัติเป็นผลวิเศษ แปลกกันแต่เท่านี้

      บุคคลใดปฏิบัติชอบแล้ว บุคคลนั้นย่อมพิจารณาความเป็นไปแห่งสังขารทั้งหลาย ย่อมเห็นความเกิด ความแก่ ความเจ็บไข้ และความตายในสังขารทั้งหลายเหล่านั้น ย่อมไม่เห็นความสุข ความยินดีน้อยหนึ่งในสังขารทั้งหลายเหล่านั้น ไม่เห็นซึ่งอะไรๆ ในเบื้องต้น ท่ามกลางหรือที่สุดในสังขารทั้งหลายเหล่านั้น ซึ่งจะเข้าถึงความเป็นของไม่ควรถือเอาไว้ อุปมาเหมือนบุรุษไม่เห็นซึ่งที่แห่งใดแห่งหนึ่งในเบื้องต้น ท่ามกลาง หรือที่สุดในก้อนเหล็กแดงอันร้อนอยู่ตลอดวัน ที่เข้าถึงความเป็นของควรจับถือสักแห่งเดียวฉันใด บุคคลพิจารณาเห็นความเกิด ความแก่ ความเจ็บไข้ และความตายในสังขารทั้งหลายเหล่านั้นย่อมไม่มีความสุข ความยินดีในสังขารเหล่านั้นแม้น้อยหนึ่งฉันนั้น

       เมื่อบุคคลพิจารณาเห็นว่า เป็นของร้อน พร้อมร้อนมาแต่ต้นตลอดโดยรวบมีทุกข์มาก มีความคับแค้น ถ้าใครมาเห็นได้ซึ่งความไม่เป็นไปแห่งสังขารทั้งหลายไซร้ ธรรมชาตินี้ คือ ธรรมชาติเป็นที่ระงับแห่งสังขารทั้งปวง ธรรมชาติเป็นที่สลัดคืนแห่งอุปธิทั้งปวง ธรรมชาติเป็นที่สิ้นแห่งตัณหา ธรรมชาตินั้นเป็นที่ปราศจากเครื่องย้อม ธรรมชาติเป็นที่ระงับความกระหาย ธรรมชาติเป็นที่ดับทุกข์ ธรรมชาตินั้นเป็นที่สงบเป็นของประณีต ดังนี้

       ฐานที่ตั้งแห่งธรรมอันอุดมนี้ คือ ศีล บุคคลตั้งมั่นในศีลแล้วเมื่อกระทำในใจโดยชอบแล้ว จะอยู่ในที่ใดๆ ก็ตาม ปฏิบัติชอบแล้ว ย่อมทำให้แจ้งซึ่งพระนิพพานด้วยประการฉะนี้ เมื่อพระโยคาวจร ตั้งธรรม ๖ กอง มีขันธ์ ๕ เป็นต้น มีปฏิจจสมุปบาทเป็นที่สุดได้เป็นพื้น คือ พิจารณาให้รู้จักลักษณะแห่งธรรม ๖ กอง ยึดหน่วงเอาธรรม ๖ กอง ไว้เป็นอารมณ์ได้แล้ว ลำดับนั้นจึงเอาศีลวิสุทธิ และจิตตวิสุทธิมาเป็นรากฐาน

       ศีลวิสุทธิ นั้นได้แก่ ปาฏิโมกขสังวรศีล

      จิตตวิสุทธิ นั้นได้แก่ อัฏฐสมาบัติ ๘ ประการ

      เมื่อตั้งศีลวิสุทธิ และจิตตวิสุทธิเป็นรากฐานแล้ว ลำดับนั้นท่านโยคาวจรพึงเจริญวิสุทธิ ทั้ง ๕ สืบต่อขึ้นไปโดยลำดับๆ เอาทิฏฐิวิสุทธิและกังขาวิตรณวิสุทธิเป็นเท้าซ้าย เท้าขวา เอามัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธิ และปฏิปทาญาณทัสสนวิสุทธิเป็นมือซ้าย มือขวา เอาญาณทัสสนวิสุทธิเป็นศีรษะเถิด จึงจะอาจสามารถยกตนออกจากวัฏสงสารได้

      ทิฏฐิวิสุทธิ นั่นคือ ปัญญาอันพิจารณาซึ่งนามและรูป โดยสามัญลักษณะ มีสภาวะเป็นปริณามธรรมมิได้เที่ยงแท้ มีปกติแปรผันเป็นต้น เป็นปัญญาเครื่องชำระตนให้บริสุทธิ์จากความเห็นผิดต่างๆ ท่านโยคาวจรเจ้า ผู้ปรารถนาจะยังทิฏฐิวิสุทธิให้บริบูรณ์ พึงเข้าสู่ฌานสมาบัติตามจิตประสงค์ ยกเว้นเสียแต่เนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติเพราะลึกละเอียดเกินไป ปัญญาของพระโยคาวจรจะพิจารณาได้โดยยาก พึงเข้าแต่เพียงรูปฌาน ๔ อรูปฌาน ๓ ประการนั้นเถิด

       เมื่อออกจากฌานสมาบัติอันใดอันหนึ่งแล้ว พึงพิจารณาองค์ฌาน มี วิตก วิจาร เป็นต้น แล้วเจตสิกธรรมอันสัมปยุตต์ด้วยองค์ฌานนั้นให้แจ้งชัดโดยลักษณะกิจ ปัจจุปัฏฐาน และอาสันนการณ์แล้วพึงกำหนดกฎหมายว่า องค์ฌานและธรรมอันสัมปยุตต์ด้วยองค์ฌานนี้ล้วนแต่เป็นนามธรรม เพราะเป็นสิ่งที่น้อมไปสู่อารมณ์สิ้นด้วยกัน แล้วพึงกำหนดพิจารณาที่อยู่ของนามธรรมจนเห็นแจ้งว่า หทัยวัตถุ เป็นที่อยู่แห่งนามธรรม อุปมาเหมือนบุรุษเห็นอสรพิษภายในเรือน เมื่อติดตามสกัดดูก็รู้ว่า อสรพิษอยู่ที่นี้ๆ ฉันใด ท่านโยคาวจร ผู้แสดงหาที่อยู่แห่งนามธรรมก็เห็นแจ้งว่า หทัยวัตถุ เป็นที่อยู่แห่งนามธรรม ฉันนั้น

      ครั้นแล้วพึงพิจารณารูปธรรมสืบต่อไปจนเห็นแจ้งว่า หทัยวัตถุนั้นอาศัยซึ่งภูตรูปทั้ง ๔ คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ แม้อุปาทานรูปอื่นๆ ก็อาศัยภูตรูปสิ้นด้วยกัน รูปธรรมนี้ย่อมเป็นสิ่งฉิบหาย ด้วยอันตรายต่างๆ มีหนาว ร้อน เป็นต้น เมื่อท่านโยคาวจรมาพิจารณารู้แจ้งซึ่งนามและรูปฉะนี้แล้ว พึงพิจารณาธาตุทั้ง ๔ คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ ให้เห็นแจ้งด้วยปัญญาโดยสังเขป หรือพิสดารก็ได้ ตามแต่ปัญญาของท่านโยคาวจรจะพึงหยั่งรู้หยั่งเห็น ครั้นพิจารณาธาตุแจ่มแจ้งแล้วพึงพิจารณาอาการ ๓๒ ในร่างกาย มี เกสา โลมา เป็นต้น จนถึงมัตถลุงค์เป็นที่สุด ให้เห็นชัดด้วยปัญญาโดย วณฺโณ สี, คนฺโธ กลิ่น, รโส รส, โอช ความซึมซาบ, สณฺฐาโน สัณฐาน สั้น ยาว ใหญ่น้อย แล้วพึงประมวลรูปธรรมทั้งปวงมาพิจารณาในที่เดียวกันว่า รูปธรรมทั้งปวงล้วนมีลักษณะฉิบหายเหมือนกัน จะมั่นจะคงจะเที่ยงจะแท้สักสิ่งหนึ่งก็มิได้มี

       เมื่อท่านโยคาวจรเจ้าพิจารณาเห็นกองรูปดังนี้แล้ว อรูปธรรมทั้ง ๒ คือ จิต-เจตสิก ก็ปรากฏแก่พระโยคาวจรด้วยอำนาจทวาร คือ  ตา  หู  จมูก ลิ้น กาย ใจ เพราะว่าจิตและเจตสิกนี้มีทวารทั้ง ๖ เป็นที่อาศัย เมื่อพิจารณาทวารทั้ง ๖ แจ้งประจักษ์แล้ว ก็รู้จักจิตและเจตสิกอันอาศัยทวารทั้ง ๖ นั้นแน่แท้ จิตที่อาศัยทวารทั้ง ๖ นั้น จัดเป็นโลกีย์ ๘๑ คือ ทวิปัญจวิญญาณ ๑๐ มโนธาตุ ๓ มโนวิญญาณธาตุ ๖๘ และเจตสิกที่เกิดพร้อมกับโลกียจิต ๘๑ คือ ผัสสะ เวทนา สัญญา เจตนา เอกัคคตา ชีวิตินทรีย์ มนสิการทั้ง ๗ นี้ เป็นเจตสิกธรรมที่สาธารณะทั่วไปในจิตทั้งปวง การกล่าวดังนี้มิได้แปลกกันเพราะจิตทั้งปวงนั้น ถ้ามีเจตสิกอันทั่วไปแก่จิตทั้งปวงเกิดพร้อม ย่อมมีเพียง ๗ ประการเท่านี้

        เมื่อพระโยคาวจรบุคคลพิจารณานามและรูปอันกล่าวโดยสรุปคือ ขันธ์ ๕ แจ้งชัดด้วยปัญญาญาณตามความเป็นจริงแล้ว ย่อมถอนความเห็นผิด และตัดความสงสัยในธรรมเสียได้ ย่อมรู้จักทางผิดหรือถูก ควรดำเนินและไม่ควรดำเนินแจ่มแจ้งแก่ใจ ย่อมสามารถถอนอาลัยในโลกทั้งสามเสียได้ ไม่ไยดีติดอยู่ในโลกไหนๆ จิตใจของพระโยคาวจรย่อมหลุดพ้นจากอาสวกิเลส เป็นสมุจเฉทปหานได้โดยแน่นอน ด้วยประการฉะนี้แล

       ครั้นมาถึงปี พ.ศ.๒๔๙๒ ซึ่งเป็นปีที่ท่านพระอาจารย์มั่น มีอายุย่างขึ้น ๘๐ ปี ท่านเริ่มอาพาธเป็นไข้ ศิษย์อยู่ใกล้ชิดก็ได้ถวายธุระรักษาพยาบาล ไปตามกำลังความสามารถ อาพาธก็สงบไปบ้างเป็นครั้งคราว แต่แล้วก็กำเริบขึ้นอีกเป็นเช่นนี้เรื่อยๆ มาจนจวนออกพรรษาอาพาธก็กำเริบมากขึ้น ข่าวนี้ได้กระจายไปโดยรวดเร็ว พอออกพรรษาศิษยานุศิษย์ผู้อยู่ไกลต่างทยอยกันเข้ามาปรนนิบัติพยาบาล ได้เชิญหมอแผนปัจจุบันมาตรวจและรักษา แล้วนำมาพักที่เสนาสนะป่าบ้านภู่ อำเภอพรรณนานิคม เพื่อสะดวกแก่ผู้รักษาและศิษยานุศิษย์ที่จะมาเยี่ยมพยาบาล

       อาการอาพาธมีแต่ทรงกับทรุดลงโดยลำดับ ครั้นเมื่อวันที่ ๑๐ พฤศจิกายน พ. ศ. ๒๔๙๒ ได้นำท่านมาพักที่ วัดป่าสุทธาวาส ใกล้เมืองสกลนคร โดยพาหนะรถยนต์ มาถึงวัดเวลา ๑๒.๐๐ น.เศษ ครั้น ถึงเวลา ๐๒.๒๓ น. ของวันที่ ๑๑ พฤศจิกายน ศกเดียวกัน ท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทัตตเถระ ก็ได้ถึงแก่มรณภาพด้วยอาการสงบ ในท่ามกลางศิษยานุศิษย์ มีท่านเจ้าคุณพระธรรมเจดีย์ (จูม) เป็นต้น รวมสิริอายุของท่านพระอาจารย์มั่น ได้ ๘๐ ปี เท่าจำนวนที่ท่านได้กำหนดไว้แต่เดิม

       ธรรมอันน่าอัศจรรย์ในพระอาจารย์มั่น ได้ประจักษ์แก่ศิษยานุศิษย์ไม่ควรลืมก็คือ ในสมัยอาพาธหนักเมื่อยังพูดได้ ท่านได้แสดงธรรมให้ฟังอยู่ตลอดมา ไม่มีการสะทกสะท้านต่อมรณภัย แต่ประการใด ยังกล่าวท้าทายศิษย์ทั้งหลายด้วยว่า ใครจะสามารถรดน้ำให้ไม้แก่ล่อนกลับมามีใบขึ้นมาอีกได้ ก็ลองดู ในเมื่อศิษย์ขอรักษาพยาบาล แต่เพื่ออนุเคราะห์ ท่านก็ยินยอมให้รักษาพยาบาลไปตามเรื่อง ครั้นเวลาอาพาธหนักถึงที่สุด สังขารร่างกายไม่ยอมให้โอกาสท่านพูดจาได้เลยเพราะเสมหะเฟื่องปิดลำคอยากแก่การพูด คงเห็นแต่อาการอันแกล้วกล้าในมรณาสันนกาลเท่านั้น เป็นขวัญตายังศิษยานุศิษย์ต่างก็เต็มตื้นไปด้วยปีติปราโมทย์ในอาการนั้น ซึ่งหาได้ไม่ง่ายนัก และต่างก็ปลงธรรมสังเวชในสังขาร อันเป็นไปตามธรรมดาของมัน ไม่มีใครล่วงพ้นไปได้สักคนเหมือนกันหมด มีแต่อมฤตธรรม คือ พระนิพพานเท่านั้น ที่พ้นจากความเกิด แก่ เจ็บ ตาย โดยสิ้นเชิง

       ผู้บรรลุถึงอมฤตธรรมนั้นแล้ว แม้ต้องทอดทิ้งสรีระไว้อย่างสามัญชนทั้งหลาย ก็คงปรากฏนามว่า ผู้ไม่ตาย อยู่นั่นเอง

       ท่านพระอาจารย์มั่น กล่าวไว้ว่า...

       "การหลงฌานมากไปนั้น จะทำให้ตกไปสู่โมหะ ยิ่งไม่สบาย (ป่วย) คนเรามันใกล้ตาย ก็ต้องยิ่งทำความเพียรโดยไม่ประมาท"

 

วัตถุมงคล