ต่อ: (วิธีที่ ๒๑ - ๓๐)

วิธีเจริญอนุสติ ๑๐ ประการ

อนุสติ ๑๐ ประการ คือ...
๑)  พุทธานุสติ  ระลึกถึงคุณพระพุทธเจ้า
๒)  ธัมมานุสติ   ระลึกถึงคุณพระธรรม
๓)  สังฆานุสติ   ระลึกถึงคุณพระสงฆ์
๔)  สีลานุสติ     ระลึกถึงคุณของศีล
๕)  จาคานุสติ   ระลึกถึงคุณของทาน
๖)  เทวตานุสติ  ระลึกถึงคุณของเทวดา
๗)  มรณัสสติ    ระลึกถึงความตาย
๘)  กายคตาสติ ระลึกไปในกายของตน
๙)  อาณาปาณสติ ระลึกถึงลมหายใจเข้า-ออก
๑๐) อุปสมานุสติ ระลึกถึงคุณแห่งพระนิพพาน

 

พุทธานุสติ
(ระลึกถึงคุณของพระพุทธเจ้า)
พุทโธ

พระพุทธเจ้าทรงมีปัญญาอันบริสุทธิ์ ไม่เจือด้วยกิเลส พระพุทธเจ้าทรงมีน้ำพระทัยเบิกบานทุกอิริยาบถ
พระพุทธเจ้าทรงมีพระเมตตาแผ่ไปไม่มีประมาณ ไม่ว่าผู้นั้นจะเป็นมิตร หรือจะมีจิตคิดเป็นศัตรู

ธัมมานุสติ
(ระลึกถึงคุณของพระธรรม)
ธัมโม

พระธรรมระดับต้น คือ ศีล เป็นเครื่องกลั่นกรองเอาความชั่วระดับหยาบ ซึ่งล่วงออกมาทางกาย ทางวาจาออกไป
พระธรรมระดับกลาง คือ สมาธิ เป็นเครื่องกลั่นกรองจิตใจให้สงบใสไร้นิวรณ์
พระธรรมระดับสูง คือ ปัญญา เป็นเครื่องกลั่นกรองความเห็นให้บริสุทธิ์ หลุดพ้นจากการยึดติด
พระธรรมไม่ว่าระดับใด ถ้ามีอยู่ในจิตใจ ก็ล้วนป้องกันไม่ให้ไหลไปสู่โลกที่ชั่วทั้งนั้น

สังฆานุสติ
(ระลึกถึงคุณของพระสงฆ์)
สังโฆ

       พระสงฆ์ เป็นผู้ปฏิบัติดี คือ ทำแต่ความดี พูดแต่สิ่งที่ดี คิดแต่ในทางที่ดี ไม่ทำร้ายใคร ไม่พูดจาใส่ร้ายป้ายสีใคร และไม่คิดร้ายกับผู้ใด
       พระสงฆ์ เป็นผู้ปฏิบัติตรง ไม่ประพฤติตนเป็นคนลวงโลก คือ หน้าอย่างหลังอย่าง
       พระสงฆ์ เป็นผู้ปฏิบัติเพื่อมุ่งออกจากทุกข์ และมุ่งทำจิตให้บริสุทธิ์ เป็นที่ตั้ง ไม่ได้ปฏิบัติเพื่อมุ่งลาภ ยศ สรรเสริญ สุข เฉกเช่นชาวโลก
       พระสงฆ์ เป็นผู้ปฏิบัติตัวสมควรแก่การกราบไหว้ กล่าวคือ มีจิตใจอยู่ในระดับสูงกว่าชาวบ้าน เช่น ชาวบ้านอยู่กันด้วยความโลภ แต่พระท่านอยู่ด้วยความเสียสละ และมักน้อยสันโดษ ชาวบ้านอยู่กันด้วยความโกรธ พระท่านกลับอยู่ด้วยความเมตตา และมีการให้อภัย ชาวบ้านอยู่กันด้วยความหลง แต่พระท่านกลับอยู่ด้วยการปล่อยวาง ทุกสิ่งทุกอย่างถือเป็นเพียงปัจจัยเครื่องอาศัยเท่านั้น

สีลานุสติ
(ระลึกถึงศีลที่ตนรักษา)

       พึงชำระศีลของตนให้บริสุทธิ์ เห็นอานิสงส์ของศีลสมบัติ (การบริบูรณ์ด้วยศีล) เพราะศีลเป็นบ่อเกิดของคุณงามความดีเป็นอันมาก
     
 พระพุทธเจ้าตรัสถึงอานิสงส์ของศีลไว้เป็นอันมาก เช่น ตรัสไว้ว่า ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย หากว่าภิกษุพึงหวังว่า ของเราพึงเป็นที่รัก เป็นที่ชอบใจ เป็นที่เคารพ เป็นที่ยกย่องของเพื่อนสพรหมจารีด้วยกัน ภิกษุนั้นพึงเป็นผู้ทำให้บริบูรณ์ในศีลทั้งหลายเกิด
      ถึงเป็นฆราวาสก็เฉกเช่นกัน พึงระลึกถึงศีลอันตนได้รักษาไว้ดีแล้ว จักเกิดความอาจหาญร่าเริงในธรรม

จาคานุสติ
(ระลึกถึงการบริจาคทาน)

       บุญทานการกุศลทุกอย่างที่เราได้กระทำ นอกจากจะให้ความอิ่มเอิบเบิกบานใจในขณะที่กระทำแล้ว ภายหลังเมื่อนึกถึง ก็ยังน้อมนำใจให้เกิดความอิ่มเอิบใจได้อีก
      ก่อนนอน เพื่อเป็นการเตือนย้ำถึงทานที่เราได้กระทำ ก็พึงนั่งน้อมถึงทานบริจาคที่เราได้สละไว้ดีแล้ว ให้พึงนึกปลื้มปีติว่า เป็นบุญลาภของเราแล้วหนอ ที่จิตใจของเราไม่ได้ถูกห่อหุ้มด้วยความตระหนี่ และมีการบริจาคอยู่โดยสม่ำเสมอ
      ผู้ที่มีจิตใจไร้ความตระหนี่ และมีการบริจาคทานอยู่เป็นปกติเช่นนี้แม้เทวดาก็ชม แม้พรหมก็สรรเสริญ

เทวดานุสติ
(ระลึกถึงคุณของเทวดา)

      คุณธรรมอย่างหนึ่งที่ทำให้บุคคลไปเกิดเป็นเทวดา ก็คือ หิริ = ความละอายต่อบาป และโอตตัปปะ = ความเกรงกลัวต่อบาป
      ถ้าบุคคลใดมีหิริ-โอตตัปปะอยู่ในใจ บุคคลนั้นก็ได้ชื่อว่า มีใจเป็นเทวดาแล้ว
      ให้พึงน้อมนึกเทียบเคียงว่า คุณธรรมอันใดที่จะนำบุคคลไปเกิดเป็นเทวดา คุณธรรมเหล่านั้นก็มีสมบูรณ์พร้อมอยู่ในใจเราเช่นกัน แล้วพึงทำความเอิบอิ่มให้เกิดขึ้น

มรณัสสติ
(การนึกถึงความตาย)

       ชีวิตคนเราไม่แน่นอน แต่ความตายเป็นของแน่นอน
       
ชีวิตคนเราทุกคนที่เกิดมา ล้วนตรงดิ่งไปหาความตาย อุปมาเหมือนคนตาบอดที่ตกลงมาจากยอดไม้อันสูง
       ธรรมดาว่าคนตาบอดตกจากยอดไม้อันสูง เมื่อตกมาแล้ว ก็ลิ่ว ๆ ต่ำลงมาหาที่แตกที่ตาย ก็หารู้ตัวว่าจะกระทบกระเทือนอันใดไม่
       ชีวิตคนเราก็เหมือนกัน เมื่อเกิดมาก็ได้ชื่อว่าพลัดตกลงมาจากที่สูงแล้ว...วันคืนล่วงไปๆ ก็ได้ชื่อว่าลิ่วๆ ลงมาหาความแตกความตายอยู่ทุกขณะ เป็นแต่เพียงหารู้ไม่ว่า จะแตกจะตายอยู่ที่ไหน ตายด้วยโรคอะไรก็ไม่รู้ แต่ที่แน่ๆ ก็คือ จะต้องตาย!

กายคตาสติ
(การพิจารณาร่างกาย)

      ร่างกายของคนเรา มองดูภายนอกก็น่ารัก แต่ถ้ามองให้ลึกแล้วจะไม่นึกรักเลย เพราะภายในร่างกายนี้ ล้วนเต็มไปด้วยสิ่งสกปรกปฏิกูลนานัปการ อาทิเช่น ตับ ไต ไส้ พุง น้ำเลือด น้ำเหลือง น้ำลาย อุจจาระ ปัสสาวะ ฯลฯ ซึ่งแต่ละอย่างๆ ก็ล้วนไม่น่าดู ไม่น่าชม และมีกลิ่นเหม็น น่ารังเกียจ
      เป็นอย่างนี้ด้วยกันทุกคน ไม่ว่าร่างกายของเรา หรือร่างกายของคนอื่น

อานาปาณสติ
(การระลึกถึงลมหายใจเข้า-ออก)

       ลมหายใจ เป็นธรรมชาติที่มีอยู่คู่ร่างกายทุกขณะ ทั้งหลับและตื่น แต่เราไม่ค่อยได้ระลึกรู้ จึงปล่อยใจให้ฟุ้งซ่านไปตามอารมณ์ภายนอก
       ความจริงการตามดูตามรู้ลมหายใจนั้น ไม่ใช่เรื่องยาก แต่ต้องอาศัยความเพียรเป็นเครื่องประคับประคองสติ ให้คอยตามรู้ลมหายใจ อย่าให้ขาดตอน
       หายใจเข้า ลมกระทบปลายจมูกก็ให้รู้ ลมหายใจเข้าไปถึงทรวงอกก็ให้รู้ เข้าไปถึงท้องก็รู้ให้รู้ หายใจออกก็เช่นกัน ให้กำหนดรู้ให้ทันทุกจุด
      เมื่อเรานึกอยู่เฉพาะลมหายใจ จดจ่ออยู่เฉพาะลมหายใจ ใจก็ย่อมสงบ ด้วยอำนาจแห่งการกำหนดลมหายใจดังกล่าว

อุปสมานุสติ
(นึกถึงคุณพระนิพพาน)

       พระนิพพาน เป็นธรรมชาติที่ดับทุกข์ และดับความเศร้าหมองทั้งมวลภายในจิตใจ
       พระนิพพาน เป็นสภาพที่มีความโป่ง-เบา-สบาย-ใส-เย็น เป็นสภาพที่ไร้การปรุงแต่ง โดยประการทั้งปวง
      ฉะนั้น พระนิพพาน จึงถือว่าเป็นธรรมชาติที่มีความสงบสุขอย่างยิ่ง ซึ่งไม่มีสุขใดที่จะยิ่งไปกว่า

 

 

       ในอนุสติ ๑๐ ประการนี้ จะอธิบายให้เข้าใจเฉพาะ อานาปาณสติ-ระลึกถึงลมหายใจเข้า-ออก ดังนี้คือ พระโยคาวจรกุลบุตร ผู้จะเจริญอาณาปาณสติกรรมฐาน พึงเข้าไปอาศัยอยู่ในป่า หรือโคนไม้ หรืออยู่ในเรือน โรงศาลากุฏิ วิหารอันว่างเปล่า เป็นที่เงียบสงัดแห่งใดแห่งหนึ่งอันสมควรแก่ภาวนานุโยคแล้ว พึงนั่งคู้บัลลังก์ขัดสมาธิ เท้าขวาทับเท้าซ้าย มือขวาทับมือซ้าย ตั้งกายให้ตรงดำรงสติไว้ให้มั่น คอยกำหนดรู้ลมหายใจเข้า และลมหายใจออก อย่าให้หลงลืม เมื่อหายใจเข้าก็พึงกำหนดรู้ว่าหายใจเข้า เมื่อหายใจออกก็พึงกำหนดรู้ว่าหายใจออก เมื่อหายใจเข้า-ออกยาวหรือสั้น ก็พึงกำหนดรู้ประจักษ์ชัดทุกๆครั้งไป อย่าลืมหลง

       อนึ่ง ท่านอาจารย์มั่นสอนให้กำหนดนับด้วย เมื่อลมหายใจเข้าและออก อันใดปรากฏแจ้งก็ให้นับว่า หนึ่ง ไปเรื่อยจนถึง ๑๐ (สิบ) เมื่อลมหายใจเข้า-ออกรอบที่หนึ่งนับว่า "หนึ่ง" รอบที่สอง นับว่า "สอง" ไปจนถึง "ห้า" เป็น ปัญจกะ แล้วตั้งต้นหนึ่งๆ ไปใหม่จนถึง "หก" เป็น ฉักกะ แล้วนับตั้งแต่ต้นใหม่ไปจนถึง "เจ็ด" เป็น สัตตกะแล้วนับตั้งต้นใหม่ไปจนถึง "แปด" เป็น อัฏฐกะ แล้วนับตั้งต้นใหม่ไปจนถึง "เก้า" เป็น นวกะ แล้วนับตั้งต้นใหม่ไปจนถึง "สิบ" เป็น ทสกะ แล้วกลับนับตั้งต้นใหม่ตั้งแต่ปัญจกะ หมวด ๕ ไปถึงทสกะ หมวด ๑๐ โดยนัยนี้เรื่อยไป เมื่อกำหนดนับลมที่เดินโดยท่อจมูก ด้วยประการดังนี้

       ลมหายใจเข้าออก ก็จะปรากฏแก่ท่านโยคาวจรกุลบุตรชัดและเร็วขึ้นทุกที อย่าพึงเอาสติตามลมเข้า-ออกนั้นเลย พึงคอยกำหนดนับให้เร็วเข้าตามลมเข้า-ออกนั้นว่า ๑.๒.๓.๔.๕./๑.๒.๓.๔.๕.๖./ ๑.๒.๓.๔.๕.๖.๗. /
๑.๒.๓.๔.๕.๖.๗.๘./๑.๒.๓.๔.๕.๖.๗.๘.๙./๑.๒.๓.๔.๕.๖.๗.๘.๙.๑๐./
พึงนับตามลมหายใจเข้า-ออกดังนี้ร่ำไป จิตก็จะเป็นเอกัคคตาถึงซึ่งความเป็นหนึ่ง มีอารมณ์เดียวด้วยกำลังอันนับลมนั้นเทียว

       บางองค์ก็เจริญแต่มนสิการกรรมฐานนี้ ด้วยสามารถถอนนับลมนั้น ลมอัสสาสะ-ปัสสาสะก็ดับไปโดยลำดับๆ กระวนกระวายก็ระงับลง จิตก็เบาขึ้น แล้วกายก็เบาขึ้นด้วย ดุจถึงซึ่งอาการอันลอยไปในอากาศ เมื่อลมหายใจเข้า-ออกหยาบดับลงแล้ว จิตของโยคาวจร นั้นก็มีแต่นิมิต คือ ลมอัสสาสะ-ปัสสาสะอันสุขุม ละเอียดเป็นอารมณ์เมื่อพยายามต่อไปลมสุขุมก็ดับลง เกิดลมสุขุมละเอียดยิ่งขึ้นประหนึ่งหายไปโดยลำดับๆ ครั้นปรากฏเป็นเช่นนั้นอย่าพึงตกใจและลุกหนีไปในอากาศ เมื่อลมหายใจเข้า-ออกหยาบดับลงแล้ว จิตของโยคาวจรนั้นก็มีแต่นิมิต คือ ลมอัสสาสะ-ปัสสาสะสุขุม ละเอียดเป็นอารมณ์เมื่อพยายามต่อไปลมสุขุมก็ดับลง เกิดลมสุขุมละเอียดยิ่งขึ้นประหนึ่งหายไปหมดโดยลำดับๆ ครั้นปรากฏเป็นเช่นนั้นอย่าพึงตกใจและลุกหนีไป เพราะจะทำให้กรรมฐานนั้นเสื่อมไป พึงทำความเข้าใจไว้ว่า ลมหายใจไม่มีแก่คนตาย คนดำน้ำ คนเข้าฌาน  คนอยู่ในครรภ์มารดา ดังนี้แล้ว พึงเตือนตัวเองว่า บัดนี้เราก็มิได้ตาย ลมละเอียดเข้าต่างหาก แล้วพึงคอยกำหนดลมในที่ๆ มันเคยกระทบ เช่น ปลายจมูกไว้ลมก็มาปรากฏดังเดิม เมื่อทำความกำหนดไปโดยนัยนี้ มิช้าอุคคหนิมิต และปฏิภาคนิมิตก็จะปรากฏโดยลำดับ

       อุคคหนิมิต และปฏิภาคนิมิต ในอานาปาณสติกรรมฐานนี้ย่อมปรากฏแก่ท่านโยคาวจรต่างๆ กัน บางองค์ปรากฏดังปุยนุ่นบ้าง-ปุยสำลีบ้าง บางองค์ปรากฏเป็นวงช่องรัศมีบ้าง ดวงแก้วมณีบ้าง มุกดาบ้าง  บางองค์ปรากฏมีสัมผัสหยาบ คือเป็นดังเมล็ดในฝ้ายบ้าง ดังเสี้ยนสะเก็ดไม้แก่นบ้าง บางองค์ปรากฏดังด้ายสายสังวาลย์บ้าง เปลวควันบ้าง บางองค์ปรากฏดังใยแมลงมุมอันขึงอยู่บ้าง แผ่นเมฆและดอกบัวหลวงจักรรถบ้าง บางทีปรากฏดังดวงพระจันทร์ พระอาทิตย์ก็มี การที่ปรากฏนิมิตต่างๆ กันนั้น เป็นด้วยปัญญาของพระโยคาวจรต่างกัน

       อนึ่ง ธรรม ๓ ประการ คือ ลม เข้า ๑ ลมออก นิมิต ๑ จะได้เป็นอารมณ์ของจิตอันเดียวกันหามิได้ ลมเข้าก็เป็นอารมณ์ของจิตอันหนึ่ง ลมออกก็เป็นอารมณ์ของจิตอันหนึ่ง นิมิตก็เป็นอารมณ์ของจิตอัหนึ่ง เมื่อรู้ธรรม ๓ ประการนี้ แจ้งชัดแล้วจึงจะสำเร็จซึ่งอุปจารณาฌาน และอัปปนาฌาน เมื่อไม่รู้ธรรม ประเภทนี้ ก็ย่อมไม่สำเร็จ อานาปาณสติกรรมฐานนี้เป็นไปเพื่อตัดเสียซึ่งวิตกต่างๆ เป็นอย่างดีด้วยประการฉะนี้

 

วัตถุมงคล