อสุภกรรมฐาน ๑๐ (วิธีที่ ๑๑-๒๐)

 

 

(คำเตือน ภาพต่อไปนี้ไม่เหมาะสำหรับ เด็ก และผู้ที่มีจิตใจอ่อนไหว!

กรุณาเลือกอ่าน ชม ในสิ่งที่เหมาะกับตน!!)

***หมายเหตุ อสุภะที่ ๑ - ๑๐ คือวิธีเจริญกรรมฐานภาวนา ที่ ๑๑ - ๒๐

ต่อจาก กสิณ ๑๐***

 

อสุภะที่ ๑
ศพขึ้นอืด
(อุทธุมาตกะ)

        อุทธุมาตกอสุภะ ได้แก่ ศพที่พองขึ้นอืด
       
อสุภะข้อนี้ เหมาะสำหรับบุคคลที่มีความกำหนัด ยินดีในทรวดทรงสัณฐาน เพราะอสุภะในข้อนี้ได้แสดงให้เห็นเนื้อแท้ของทรวดทรงสัณฐานว่า ไม่มีสภาพคงที่ ในที่สุดก็ต้องขึ้นอืดพองเหม็นเน่า เป็นสิ่งโสโครกที่ไม่น่าใคร่ ไม่น่าชอบใจเลย

อสุภะที่ ๒
ศพขึ้นพองเขียว
(วินีลกะ)

       วินีลกอสุภะ ได้แก่ ศพที่เขียวคล้ำ
       
อสุภะข้อนี้ เหมาะสำหรับบุคคลที่หนักไปในทางมีความใคร่ พอใจในผิวพรรณที่ผุดผ่อง เพราะอสุภะข้อนี้ได้แสดงให้เห็นว่า ผิวพรรณนั้นไม่สวยจริง ในที่สุดก็จะกลายเป็นผิวที่มีสีสันวรรณะที่เขียว เละเทะ แปดเปื้อนไปด้วยสิ่งโสโครกที่มีอยู่ภายในผิวพรรณที่ห่อหุ้มไว้นั้น จะทะลักออกมาให้กลายเป็นของน่าเกลียดโสโครก

อนุภะที่ ๓
ศพเน่าน้ำเหลืองไหล
(วิปุพพกะ)

       วิปุพพกอสุภะ ได้แก่ ศพที่มีน้ำเหลืองไหลเยิ้ม
       
อสุภะข้อนี้ เหมาะสำหรับบุคคลที่มีความยินดีในผิวพรรณที่ปรุงด้วยเครื่องหอมเอามาฉาบทาไว้ เพราะอสุภะข้อนี้ได้แสดงให้เห็นว่า เครื่องหอมที่ฉาบประทินผิวไว้นั้นไม่มีความหมาย ในที่สุดก็ต้านทานสิ่งโสโครกที่อยู่ภายในไม่ได้ น้ำเลือด น้ำเหลือง น้ำหนอง ที่มีอยู่ภายในก็จะทะลักออกมาทับถมเครื่องประทินผิวเหล่านั้นให้หายไป ร่างกายจะเต็มไปด้วยสิ่งโสโครกที่สิงอยู่ภายใน

อสุภะที่ ๔
ศพที่ขาดเป็นท่อนๆ
(วิจฉิททกะ)

       วิจฉิททกะอสุภะ ได้แก่ ศพที่ขาดป็นท่อนๆ
      
อสุภะข้อนี้ เหมาะสำหรับบุคคลที่มีความกำหนัดยินดีในร่างกายที่มีแท่งทึบ มีเนื้อล่ำที่พอกพูนนูนออกมา เป็นเครื่องบำรุงราคะของผู้ที่มักมาก เพราะอสุภะข้อนี้ได้แสดงให้เห็นความจริงว่า ร่างกายนี้มิใช่เป็นแท่งทึบตามที่คิดไว้ ความจริงเป็นโพรงอยู่ภายในและเต็มไปด้วยของโสโครก

 

อสุภะที่ ๕
ศพที่ถูกกัดกิน
(วิกขายิตกะ)

        วิกขายิตกอสุภะ ได้แก่ ศพที่ถูกสัตว์ทั้งหลาย มีสุนัขบ้านและสุนัขป่า เป็นต้น กัดกินโดยอาการต่างๆ ตรงนี้บ้าง ตรงนั้นบ้าง
      
อสุภะข้อนี้ เหมาะกับผู้ที่มักกำหนัดในเนื้อนูน ในตำแหน่งแห่งสรีระต่างๆ มีถัน (เต้านม) เป็นอาทิ เพราะศพในลักษณะนี้ได้แสดงให้เห็นถึงความสูญเสียลักษณะเนื้อนูนอันน่านิยมไปด้วย ในไม่ช้าก็ต้องวิปริตสลายตัวไป และเป็นกล้ามเนื้อที่เต็มไปด้วยสิ่งโสโครก ไม่น่าใคร่ ไม่น่าพอใจ

อสุภะที่ ๖
ศพที่กระจัดพลัดพราย
(วิกขิตตกะ)

      วิกขิตตกอสุภะ ได้แก่ ศพที่ถูกสัตว์กัดกระจุยกระจาย มือไปทางหนึ่ง เท้าไปทางหนึ่ง หัวไปทางหนึ่ง
     
อสุภะข้อนี้ เหมาะกับบุคคลผู้ที่มีความกำหนัดยินดีในลีลาอิริยาบถ มีการยกย่าง ก้าวไป ถอยกลับ และการคู้แขน เหยียดแขนของเพศตรงข้ามนั้น เรียกว่าเป็นผู้ใคร่ในอิริยาบถ พอใจกำหนัดยินดีในท่อนแห่งกล้ามเนื้อที่เคลื่อนไหวนั้นเป็นอารมณ์อสุภะข้อนี้ ได้แสดงให้เห็นว่า อวัยวะต่างๆ ที่เคลื่อนไหวในอิริยาบถนั้น ไม่มีอะไรแน่นอน ไม่สามารถจะรวมกลุ่มกันได้ตลอดกาล ตลอดสมัย ในที่สุดก็ต้องกระจัดกระจายพลัดพรากจากกันไป เป็นท่อนน้อยท่อนใหญ่ตามที่ปรากฏนี้

อสุภะที่ ๗
ศพที่ถูกสับ ฟัน แทง
(หตวิกขิตตกะ)

        หตวิกขิตตกอสุภะ ได้แก่ ศพที่กระจุยกระจาย เพราะถูกคนที่เคยโกรธเกลียดกันสับฟันเอา
       
อสุภะข้อนี้ เหมาะกับบุคคลผู้ที่มีความกำหนัดยินดีในข้อต่อ คือ ร่างกายที่มีอาการ ๓๒ ครบถ้วน คนประเภทนี้รับไม่เลือก ถ้าเห็นเป็นคนมีอวัยวะไม่บกพร่องแล้วเป็นได้
        อสุภะข้อนี้ แสดงให้เห็นว่าการติดต่อส่วนต่างๆ ของร่างกายนี้ไม่จีรังยั่งยืน ในไม่ช้าก็จะต้องพลัดพรากจากกันไปตามกฎธรรมดา

อสุภะที่ ๘
ศพที่มีเลือดแดงๆ ไหล
(โลหิตกะ)

        โลหิตกอสุภะ ได้แก่ ศพที่มีโลหิตไหลออกมาจากตรงนั้นบ้าง ตรงนี้บ้าง
         
อสุภะข้อนี้ เหมาะกับบุคคลที่รักความงามของร่างกาย ที่ตกแต่งด้วยเครื่องประดับ คือ เป็นคนที่บูชาเครื่องอาภรณ์มากกว่าเนื้อแท้อสุภะข้อนี้ ได้แสดงให้เห็นว่า อาภรณ์นั้นไม่สามารถจะรักษาแท่งทึบของก้อนเนื้อ ที่รับรองเครื่องประดับไว้ได้ และในไม่ช้าสิ่งโสโครกภายในก็จะหลั่งไหลออกมา เครื่องประดับที่เป็นเครื่องเจริญตามิได้มีอำนาจต้านทานกฎธรรมดาไว้ได้เลย

อสุภะที่ ๙
ศพที่หนอนไชคลาคล่ำ
(ปุฬุวกะ)

       ปุฬุวกอสุภะ ได้แก่ ศพที่มีหนอนชอนไช
      
อสุภะข้อนี้ เหมาะกับบุคคลที่ชอบยึดถือว่า ร่างกายนี้เป็นของเราเพราะอสุภะข้อนี้ได้แสดงให้เห็นความจริงว่า ร่างกายนี้มิใช่ของเรา ร่างกายนี้เป็นสาธารณะแก่หมู่หนอนที่กำลังกินอยู่ ถ้าร่างกายเป็นของเราจริง เจ้าของร่างคงไม่ปล่อยให้หนอนกัดกินเป็นอาหารได้

อสุภะที่ ๑๐
โครงกระดูก
(อัฏฐิกะ)

       อัฏฐิกอสุภะ ได้แก่ ศพที่เหลือแต่โครงกระดูก
      
อสุภะข้อนี้ เหมาะกับบุคคลผู้มีความกำหนัดยินดีในฟันที่ราบเรียบขาวเป็นเงางาม เพราะอสุภะข้อนี้ได้ชี้ให้เห็นว่า กระดูกและฟันนี้ก็ต้องหลุดถอนเป็นธรรมดา ไม่คงสภาพสวยสดงดงามให้ชมอยู่ตลอดกาล ตลอดสมัยได้ ตัวไม่ทันตาย ฟันก็หลุดออกก่อนแล้ว และความศิวิไลซ์ของฟันที่ว่าสวยนั้นก็ไม่จริง ถ้าปล่อยไว้ไม่ชำระขัดสีเพียงวันเดียว สีขาวไข่มุกนั้นก็จะเริ่มกลายเป็นสีเหลือง เพราะสิ่งโสโครกที่เกาะฟันไว้ นอกจากจะโสโครกแล้ว ฟันก็ปรากฏกลิ่นเหม็นจนเจ้าของเองทนไม่ไหว

 

คำอธิบาย

(๑๑)  วิธีเจริญอุทธุมาตกะอสุภกรรมฐาน

       พระโยคาวจรกุลบุตร ผู้มีศรัทธาปรารถนาจะเจริญกรรมฐานนี้ พึงไปสู่ที่พิจารณาอุทธุมาตกะอสุภนิมิต อย่าไปใต้ลม พึงไปเหนือลม ถ้าทางข้างเหนือลมมีรั้ว และหนามกั้นอยู่ หรือมีโคลนตม เป็นต้น ก็พึงเอาผ้า หรือมือปิดจมูกไป เมื่อไปถึงแล้ว อย่าพึ่งแลดูอสุภนิมิตก่อน พึงกำหนดทิศก่อน ยืนอยู่ในทิศใดเห็นซากอสุภะไม่ถนัด? น้ำจิตน้ำใจไม่ควรแก่การภาวนากรรม พึงเว้นทิศนั้นเสีย อย่ายืนในทิศนั้น พึงไปยืนในทิศที่เห็นซากอสุภะถนัด น้ำจิตน้ำใจภายในก็ควรแก่กรรมฐาน อนึ่ง อย่ายืนในที่ใต้ลม กลิ่นอสุภะจะเบียดเบียน อย่ายืนข้างเหนือลม หมู่อมนุษย์ที่สิงอยู่ในซากอสุภะจะโกรธเคือง พึงหลีกเลี่ยงเสียสักหน่อย
       อนึ่ง อย่ายืนใกล้นัก-ไกลนัก ยืนไกลนักซากอสุภะไม่ปรากฏแจ้ง ยืนใกล้นักจะไม่สบายเพราะกลิ่นอสุภะ และปฏิกูลด้วยซากศพ ยืนชิดเท้านัก-ชิดศรีษะนักจะไม่ได้เห็นซากอสุภะหมดทั้งกาย พึงยืนในที่ท่ามกลางตัวอสุภะในที่ที่สบาย เมื่อยืนอยู่ดังนี้ ถ้าก้อนศิลา จอมปลวก ต้นไม้ หรือกอหญ้า เป็นต้น ปรากฏแก่จักษุ จะเล็ก-ใหญ่-ขาว-ดำ-ยาว-สั้น-สูง-ต่ำอย่างใด ก็พึงกำหนดรู้อย่างนั้น ๆ แล้วต่อไปพึงกำหนดอุทธุมาตกะอสุภะ โดยอาการ ๖ อย่าง คือ สี เภท สัณฐาน ทิศ ที่ตั้ง อยู่ในปฐมวัย-มัชฌิมวัย-ปัจฉิมวัย
       กำหนด สี ของอสุภะนี้เป็นร่างกายของ คนดำ คนขาว เป็นต้น
      
กำหนด เภท นั้น คือ กำหนดว่าซากอสุภะนี้เป็นร่างกายของคนที่ตั้งอยู่ในปฐมวัย-มัชฌิมวัย-ปัจฉิมวัย
     
 กำหนด สัณฐาน นั้น คือ กำหนดว่านี่เป็นสัณฐานศรีษะ-ท้อง-สะเอว เป็นต้น
     
กำหนด ทิศ นั้น คือ กำหนดว่าในซากอสุภะนี้มีทิศ ๒ คือ ทิศเบื้องต่ำ- เบื้องบน ท่อนกายตั้งแต่นาภีลงมาเป็นทิศเบื้องต่ำ ตั้งแต่นาภีขึ้นไปเป็นทิศเบื้องบน 
     
กำหนด ที่ตั้ง นั้น คือ กำหนดว่ามืออยู่ข้างนี้ เท้าอยู่ข้างนี้ ศรีษะอยู่ข้างนี้ ท่ามกลางกายอยู่ที่นี้
     
กำหนด ปริเฉท นั้น คือ กำหนดว่าซากอสุภะนี้ มีกำหนดในเบื้องต่ำด้วยพื้นเท้า มีกำหนดในเบื้องบนด้วยปลายผม มีกำหนดในเบื้องขวาด้วยหนัง เต็มไปด้วยเครื่องเน่า ๓๑ ส่วน
     
ท่านโยคาวจรพึงกำหนดพิจรณาอุทธุมาตกะอสุภนิมิตนี้ได้เฉพาะแต่ซากอสุภะอันเป็นเพศเดียวกับตน คือ ถ้าเป็นชายก็พึงพิจารณาเฉพาะแต่เพศชายอย่างเดียว เมื่อพิจารณาอุทธุมาตกะอสุภะนั้น จะนั่งหรือยืนก็ได้แล้วพึงพิจารณาให้เห็นอานิสงส์ในอสุภกรรมฐาน พึงสำคัญประหนึ่งดวงแก้ว ตั้งไว้ซึ่งความเคารพรักใคร่ยิ่งนัก ผูกจิตไว้ในอารมณ์ คือ อสุภะนั้นไว้ให้มั่น ด้วยคิดว่าอาตมาจะได้พ้นจาก ชาติ ชรา มรณะ ทุกข์ ด้วยวิธีปฏิบัติดังนี้แล้ว พึงลืมจักษุขึ้นแลดูอสุภะถือเอาเป็นนิมิตแล้วเจริญบริกรรมภาวนาไปว่า อุทธุมาตกํปฏิกูลํๆ ซากศพพองขึ้น-เป็นของน่าเกลียด ดังนี้ร่ำไป ร้อยครั้งพันครั้ง ลืมจักษุดูแล้วพึงหลับจักษุพิจารณา ทำอยู่ดังนี้เรื่อยไป จนเมื่อหลับจักษุดูก็เห็นอสุภะเหมือนเมื่อลืมจักษุดูเมื่อใด ชื่อว่าได้อุคคหนิมิตในกาลเมื่อนั้น ครั้นได้อุคคหนิมิตแล้ว ถ้าไม่ละความเพียรพยายามก็จะได้ปฏิภาคนิมิต อุคคหนิมิตปรากฏเห็นเป็นของพึงเกลียดพึงกลัว และแปลกประหลาดยิ่งนัก ส่วนปฏิภาคนิมิตปรากฏดุจบุรุษมีกายอันอ้วนพี-กินอาหารอิ่ม แล้วนอนอยู่
       
ฉะนั้น เมื่อได้ปฏิภาคนิมิตแล้ว นิวรณธรรมทั้ง ๕ มีกามฉันทะเป็นต้น ก็ปราศจากสันดาน สำเร็จอุปจารฌาน และอัปปนาฌาน พร้อมด้วยความชำนาญคล่องแคล่วในฌานโดยลำดับไปฯ

(๑๒)  วิธีเจริญวินีลกะอสุภกรรมฐาน

       วินีลกะอสุภะนั้นคือ ซากศพกำลังพองเขียว วิธีปฏิบัติทั้งปวงเหมือนในอุทธุมาตกะอสุภะ (ข้อ ๑๑ ) แปลกแต่คำบริกรรมว่า วินีลกํปฏิกูลํ-อสุภะ ขึ้นพองเขียวน่าเกลียด ดังนี้ อุคคหนิมิตในอสุภะนี้ปรากฏมีสีต่างๆ แปลกกัน ส่วนปฏิภาคนิมิตปรากฏเป็นสีแดง-ขาว-เขียว เจือกัน

(๑๓)  วิธีเจริญวิบุพพกะอสุภกรรมฐาน

       วิบุพพกะอสุภะนี้ คือ ซากศพมีน้ำหนองไหล วิธีปฏิบัติเหมือนในอุทธุมาตกะอสุภะทุกประการ แปลกแต่คำบริกรรมว่า วิปุพฺพกํ ปฏิกูลํ ซากศพมีน้ำหนองไหลน่าเกลียด ดังนี้เท่านั้น อุคคหนิมิตในอสุภะนี้ปรากฏเหมือนมีน้ำหนอง-น้ำเหลืองไหลอยู่มิขาด ส่วนปฎิภาคนิมิตนั้น ปรากฏเหมือนดั่งร่างอสุภะสงบนิ่งอยู่มิได้หวั่นไหว

(๑๔)  วิธีเจริญวิฉิททกะอสุภกรรมฐาน

       วิฉิททกะอสุภะนี้ คือ ซากศพที่ถูกตัดออกเป็นท่อนๆ ทั้งอยู่ในที่มีสนามรบ หรือป่าช้า เป็นต้น วิธีปฏิบัติทั้งปวงเหมือนในอุทธุมาตกะอสุภะ แปลกแต่คำบริกรรมว่า วิฉิทุทกํ ปฏิกูลํ ซากศพขาดเป็นท่อนๆ น่าเกลียด ดังนี้เท่านั้น อุคคหนิมิตปรากฏเป็นซากอสุภะขาดเป็นท่อนๆ ส่วนปฏิภาคนิมิตปรากฏเหมือนมีอวัยวะครบบริบูรณ์ มิเป็นช่องขาดเหมือนอย่างอุคคหนิมิต

(๑๕)  วิธีเจริญวิขายิตกะอสุภกรรมฐาน

       ให้ท่านโยคาวจรพิจารณาซากศพอันสัตว์ มีแร้ง กา และสุนัข เป็นต้น กัดกินแล้วอวัยวะขาดไปต่างๆ บริกรรมว่า วิขายิตกํ ปฏิกูลํ ซากศพที่สัตว์กัดกินอวัยวะต่างๆ เป็นของน่าเกลียด ดังนี้ร่ำไปจนกว่าจะได้สำเร็จอุคคหนิมิต และปฏิภาคนิมิต ก็อุคคหนิมิตในอสุภะนี้ปรากฏเหนือซากอสุภะอันสัตว์กัดกินกลิ้งอยู่ในที่นั้นๆ ส่วนปฏิภาคนิมิตปรากฏบริบูรณ์สิ้นทั้งกาย จะปรากฏเหมือนที่สัตว์กัดกินนั้นมิได้

(๑๖)  วิธีเจริญวิขิตตกะอสุภกรรมฐาน

       ให้ท่านโยคาวจรพึงนำมาเอง หรือให้ผู้อื่นนำมาซึ่งซากอสุภะที่ตกทิ้งเรี่ยราดอยู่ในที่ต่างๆ แล้วมากองไว้ในที่เดียวกัน แล้วกำหนดพิจารณาบริกรรมว่า วิขิตตกํ ปฏิกูลํ ซากศพอันซัดไปในที่ต่างๆ เป็นของน่าเกลียด ดังนี้ร่ำไปจนกว่าจะได้อุคคหนิมิต และปฏิภาคนิมิต อุคคหนิมิตในอสุภะนี้ปรากฏเป็นช่องๆ เป็นระยะๆ เหมือนร่างอสุภะนั้นเอง ส่วนปฏิภาคนิมิตปรากฏเหมือนกายบริบูรณ์ จะมีช่องมีระยะหามิได้ฯ

(๑๗)  วิธีเจริญหตวิขิตตะอสุภกรรมฐาน

       ให้ท่านโยคาวจรพึงนำเอามา หรือให้ผู้อื่นนำเอามาซึ่งซากอสุภะที่คนเป็นข้าศึกสับฟันกันเป็นท่อนน้อยท่อนใหญ่ ทิ้งไว้ในที่ต่างๆ ลำดับเข้าให้ห่างกันประมาณนิ้วมือหนึ่ง แล้วกำหนดพิจารณาบริกรรมว่า หตวิขิตฺตกํ ปฏิกูลํ ซากศพขาดเป็นท่อนน้อยท่อนใหญ่เป็นของน่าเกลียด ดังนี้ร่ำไปจนกว่าจะได้อุคคหนิมิตและปฏิภาคนิมิต อุคคหนิมิตในอสุภะนี้ปรากฏดุจรอยปากแผลอันบุคคลประหาร ส่วนปฏิภาคนิมิตปรากฏดังเต็มบริบูรณ์ทั้งกาย มิได้เป็นช่องเป็นระยะฯ

(๑๘)  วิธีเจริญโลหิตกะอสุภกรรมฐาน

       ให้ท่านโยคาวจร พิจารณาซากศพที่คนประหารสับฟันในอวัยวะมีมือ และเท้า เป็นต้น มีโลหิต (เลือด) ไหลออกอยู่ และทิ้งไว้ในที่ทั้งหลาย มีในสนามรบ เป็นต้น หรือพิจารณาอสุภะที่มีโลหิตไหลออกจากแผล มีแผลฝี เป็นต้นก็ได้ บริกรรมว่า โลหิตกํ ปฏิกูลํ อสุภะนี้โลหิตไหลเปรอะเปื้อนเป็นของน่าเกลียด ดังนี้ร่ำไปจนกว่าจะได้อุคคหนิมิตและปฏิภาคนิมิต อุคคหนิมิตในอสุภะนี้ ปรากฏดุจจักผ้าแดงอันต้องลมแลไหวๆ อยู่ ส่วนปฏิภาคนิมิต ปรากฏเป็นอันดี จะได้ไหวหามิได้ฯ

(๑๙)  วิธีเจริญปุฬุวกะอสุภกรรมฐาน

       ให้ท่านโยคาวจร พิจารณาซากศพของมนุษย์หรือสัตว์ มีสุนัข เป็นต้น ที่มีหนอนคลานคร่ำอยู่ บริกรรมว่า ปุฬุวกํ ปฏิกูลํ อสุภะที่หนอนคคลานคร่ำอยู่เป็นของน่าเกลียด ดังนี้ร่ำไปจนกว่าจะได้อุคคหนิมิตและปฏิภานิมิต อุคคหนิมิตในอสุภะนี้ ปรากฏมีอาการหวั่นไหวดั่งหมู่หนอนอันสันจรคลานอยู่ ส่วนปฏิภาคนิมิตปรากฏมีอาการอันสงบเป็นอันดีดุจกองข้าวสาลีอันขาวฉะนั้นฯ

(๒๐)  วิธีเจริญอัฏฐิกะอสุภกรรมฐาน

       ให้ท่านโยคาวจร พิจารณาซึ่งซากศพที่เหลือแต่กระดูกอย่างเดียว จะพิจารณาร่างกระดูกที่ติดกันอยู่ทั้งหมด ยังไม่เคลื่อนหลุดไปจากกันได้เลยก็ได้ จะพิจารณาร่างกระดูกที่เคลื่อนหลุดไปจากกันแล้ว โดยมากยังติดกันอยู่บ้างก็ได้ จะพิจารณาท่อนกระดูกอันเดียวก็ได้ตามแต่จะเลือกพิจารณา แล้วพึงบริกรรมว่า อฏฺฐิกํ ปฏิกูลํ กระดูกนี้เป็นของน่าเกลียด ดังนี้ร่ำไปจนกว่าจะสำเร็จเป็นอุคคหนิมิต และปฎิภาคนิมิต ถ้าพระโยคาวจรพิจารณาแต่ท่อนกระดูกอันเดียว อุคคหนิมิต และปฏิภาคนิมิต ปรากฏเป็นอย่างเดียวกัน ถ้าพระโยคาวจรพิจารณาร่างกระดูกที่ยังติดกันอยู่ทั้งสิ้น อุคคหนิมิตปรากฏเป็นช่องๆ เป็นระยะๆ ส่วนปฏิภาคนิมิตปรากฏเป็นร่างกายอสุภะบริบูรณ์ทั้งสิ้นทั้งนั้นฯ

 

วัตถุมงคล