วิธีเจริญกสิณ ๑๐

ภาพที่ ๑
ปฐวีกสิณ
(เพ่งดิน)

       ดินที่นำมาเพ่งให้ใช้ดินบริสุทธิ์สีอรุณ (สีแดงปนเหลือง) มาขยำให้เหนียวดีแล้วราดลงบนแผ่นกระดาษวงกลม ขนาดวัดเส้นผ่านศูนย์กลางคืบ ๔ นิ้ว (= ๑๖ นิ้ว) ขัดให้เกลี้ยงงาม ปราศจากมลทิน เช่น เส้นหญ้าเป็นต้น ถ้าทำให้เกลี้ยงเกลาเป็นเงาได้ยิ่งดี แล้วลืมตาเพ่งดู พร้อมกับจดจำลักษณะแห่งดวงกสิณนั้น พร้อมกับภาวนาว่า ดิน ๆๆๆ... หรือ ปฐวีๆๆๆ... จนกว่าจะเกิดนิมิตติดตา ซึ่งเรียกว่าอุคคหนิมิต ในคัมภีร์กล่าวว่า อุคหนิมิตของปฐวีกสิณนั้น จะปรากฏรูปร่างเหมือนกับดวงกสิณที่เพ่งทุกสิ่งทุกประการ แต่พอเลื่อนสู่ขั้นของปฏิภาคนิมิตแล้ว นิมิตที่จะได้บริสุทธิ์กว่าเดิมเป็นร้อยเท่าพันเท่า ถ้าจะอุปมาก็ดุจเปลือกสังข์ที่ขัดอย่างดีแล้ว

ภาพที่ ๒
อาโปกสิณ
(เพ่งน้ำ)

       น้ำที่นำมาใช้เพ่ง จะต้องเป็นน้ำบริสุทธิ์ ไม่มีสี ไม่มีตะกอน ให้นำน้ำดังกล่าว มาใส่ในภาชนะที่มีปากกลม เช่น บาตร แล้วนั่งเพ่ง จำให้ติดตาพร้อมกับภาวนาว่า น้ำ ๆๆๆ... หรือ อาโป ๆๆๆ... จนเกิดนิมิต ในคัมภีร์กล่าวว่า อุคหนิมิตของอาโปกสิณนั้น จะมีสภาพเหมือนกับน้ำที่เพ่งทุกอย่าง แต่พอเลื่อนสู่ขั้นของปฏิภาคนิมิตแล้ว นิมิตก็จะปรากฏเป็นดวงนิ่งใสแจ๋ว เหมือนวงแว่นแก้วฉะนั้น

ภาพที่ ๓
เตโชกสิณ
(เพ่งไฟ)

       ให้หาฟืนไม้แก่นมาก่อไฟให้ลุกโชน เป็นเปลวสีเหลืองแก่ ๆ จากนั้นก็ให้เอาแผ่นหนังหรือเสื่อลำแพนก็ได้มาเจาะรูเป็นวงกลม ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางคืบ ๔ นิ้ว (= ๑๖ นิ้ว)แล้วนำมาตั้งบังกองไฟไว้ ให้มองเปลวไฟโดยผ่านช่องวงกลมดังกล่าว หรือจะเพ่งเปลวเทียนก็ได้ แล้วพยายามจำให้ติดตา พร้อมกับภาวนาว่า ไฟ ๆๆๆ... หรือ เตโช ๆๆๆ... ไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะเกิดนิมิต อุคหนิมิตของเตโชกสิณ ท่านกล่าวว่า จะปรากฏเป็นรูปเปลวไฟเหมือนไฟที่เราเพ่ง แต่พอเลื่อนเข้าสู่ปฏิภาคนิมิต นิมิตนั้นจะมีสภาพที่ละเอียดขึ้น และมีสภาพที่นิ่ง ไม่ไหว ดุจท่อนผ้าแดงที่วางไว้ในอากาศ หรือบางทีก็ดุจพัดใบตาลสีทองยังไงยังงั้น

ภาพที่ ๔
วาโยกสิณ
(เพ่งลม)

       ลมเป็นสิ่งที่ไม่มีรูปร่าง ฉะนั้น การเพ่งลม ท่านจึงให้ใช้วิธีเพ่งลมที่พัดมาสัมผัสอวัยวะ หรือลมที่พัดยอดหญ้าให้หวั่นไหว แต่ข้อสำคัญจะต้องไม่ใช่ลมที่พัดปั่นป่วน เอาลมที่พัดตามปกติ แล้วภาวนาว่าลม ๆๆๆ... หรือ วาโย ๆๆๆ... อุคหนิมิตของวาโยกสิณนั้น ท่านกล่าวว่า จะมีสภาพดุจไอร้อนแห่งข้าวที่เพิ่งยกลงจากเตา พอถึงขั้นของปฏิภาคนิมิต สภาพของนิมิตก็จะเปลี่ยนเป็นดวงที่นิ่งใส ไม่ไหวดังแต่ก่อน

วิธีเจริญกรรมฐานภาวนา

        ท่านพระอาจารย์มั่น ได้แสดงวิธีเจริญกรรมฐานภาวนา เพื่อโยคาวจรกุลบุตรได้อาศัยศึกษา และปฏิบัติสืบไป พระโยคาวจรผู้ใดจะเจริญกรรมฐานภาวนา พึงตรวจดูจริตของตนให้รู้ชัดว่า ตนป็นคนมีจริตอย่างใดแน่นอนก่อน แล้วพึงเลือกเจริญกรรมฐานภาวนาอันเป็นที่สบายแก่จริตนั้น ๆ ดังจะแสดงไว้นั้นเถิด อนึ่ง พึงทราบคำกำหนดความดังต่อไปนี้ไว้เป็นเบื้องต้นก่อน คือ...

บริกรรมนิมิต หมายเอาอารมณ์ของกรรมฐานที่นำมากำหนดพิจารณา
อุคคหนิมิต หมายเอาอารมณ์ของกรรมฐาน อันปรากฏขึ้นในนโมทวาร ขณะที่กำลังทำการเจริญภาวนาอยู่อย่างชัดแจ้ง คล้ายเห็นด้วยตาเนื้อ
ปฏิภาคนิมิต หมายเอาอารมณ์ของกรรมฐาน อันปรากฏแจ่มแจ้งแก่ใจ ของผู้เจริญภาวนายิ่งขึ้นกว่าอุคคหนิมิต และพึงทราบลำดับแห่งภาวนา ดังนี้
บริกรรมภาวนา หมายการเจริญกรรมฐาน ในระยะแรกเริ่มใช้สติประคองใจ กำหนดพิจารณาในอารมณ์กรรมฐานอันใดอันหนึ่ง
อุปจารภาวนา
หมายการเจริญกรรมฐาน ในขณะเมื่ออุคคหนิมิตเกิดปรากฏในมโนทวาร
อัปปนาภาวนา หมายการเจริญภาวนา ในขณะเมื่อปฏิภาคนิมิตปรากฏ จิตเป็นสมาธิแนบเนียน มีองค์ฌานปรากฏขึ้นครบบริบูรณ์
บริกรรมภาวนา
ได้ทั่วไปในกรรมฐานทั้งปวง
อุปจารภาวนา ได้ในกรรมฐาน ๑๐ ประการ คือ อนุสติ ๘ ตั้งแต่พุทธานุสติถึงมรณัสติ กับอาหาเรปฏิกูลสัญญา และจตุธาตุววัตถาน เพราะเป็นกรรมฐานสุขุมละเอียดยิ่งนัก
        ส่วนอัปปนาภาวนานั้น ได้ในกรรมฐาน ๓๐ คือ กสิน ๑๐ อสุภะ ๑๐ อานาปาณสติ ๑ กายคตาสติ ๑ พรหมวิหาร ๔ และอรูปกรรมฐาน ๔
       กรรมฐาน ๑๑ คืออสุภะ ๑๐ กับกายคตาสติ ๑ ให้สำเร็จแต่เพียงรูปาวจร ปฐมฌาน พรหมวิหาร ๓ คือ เมตตา กรุณา มุทิตา ให้สำเร็จรูปาวจรฌานทั้ง ๔ ประการ อุเบกขา พรหมวิหาร ให้สำเร็จแต่ปัญจมรูปาวจรฌานอย่างเดียว อรูปกรรมฐาน ๑ ให้สำเร็จแต่อรูปาวจรฌานอย่างเดียวฯ

คำอธิบายวิธีเจริญกสิณ ๑๐ (ภาพที่ ๑-๔)

(๑)  วิธีเจริญปฐวีกสิณ

       กุลบุตรผู้มีศรัทธาปรารถนาจะเจริญกรรมฐานภาวนา อันชื่อว่า ปฐวีกสิณ พึงตัดปลิโพธิกังวลห่วงใยน้อยใหญ่เสียให้สิ้น แล้วไปยังที่เงียบสงัด เพ่งพิจารณาดินที่ตนตบแต่งเป็นดวงกสิณป็นอารมณ์หรือจะเพ่งพิจารณาดินที่แผ่นดิน หรือที่ลานข้าว เป็นต้น เป็นอารมณ์ก็ได้ เมื่อจะพิจารณาดินที่มิได้ตบแต่งไว้เป็นดวงกสิณนั้น พึงกำหนดให้มีที่สุดโดยกลมเท่าตะแกรง กว้างคืบ ๔ นิ้วเป็นอย่างใหญ่ เท่าขอบปากขันเป็นอย่างเล็ก อย่ากำหนดให้ใหญ่ หรือเล็กกว่ากำหนดนี้ แล้วพึงบริกรรมภาวนาว่า ปฐวีๆ ดินๆ ดังนี้ร่ำไป
       ถ้ามีวาสนาบารมีเคยได้สั่งสมอบรมมาแต่ชาติก่อน ๆ แล้ว ก็อาจได้สำเร็จฌาน
       ถ้าหาวาสนาบารมีมิได้ ก็ยากที่จะสำเร็จฌานด้วยการเพ่งแผ่นดินอย่างว่านี้ จำจะต้องทำเป็นดวงกสิณ เมื่อจะทำพึงหาดินสีแดง ดังแสงพระอาทิตย์แรกอุทัยมาทำ อย่าทำในที่คนสัญจรไปมาพลุกพล่าน พึงทำในที่สงัดเป็นที่ลับที่กำบังดวงกสิณนั้น จะทำตั้งไว้กับที่ทีเดียว หรือจะทำชนิดยกไปได้ก็ตาม ดินที่จะทำดวงกสิณนั้นพึงชำระให้หมดจด ทำเป็นวงกลม กว้างคืบ ๔ นิ้ว ขัดให้ราบเสมอดังหน้ากลอง พึงปัดกวาดที่นั้นให้เตียนสะอาด ปราศจากหยากเยื้อเฟื้อฝอย แล้วพึงชำระกายให้หมดเหงื่อไคล
        เมื่อนั่งภาวนาพึงนั่งบนตั่งที่มีเท้าสูงคืบ ๔ นิ้ว นั่งห่างดวงกสิณออกไปประมาณ ๒ ศอกคืบ พึงนั่งขัดสมาธิ เท้าขวาทับเท้าซ้าย มือขวาทับมือซ้าย ตั้งกายให้ตรงผินหน้าไปทางดวงกสิณ แล้วพึงพิจารณาโทษกามคุณต่าง ๆ และตั้งจิตไว้ให้ดีในฌานธรรม อันเป็นอุบายที่จะยกตนออกจากกามคุณ และจะล่วงพ้นกองทุกข์ทั้งปวง แล้วพึงระลึกถึงพุทธคุณ ธรรมคุณ สังฆคุณ ยังปรีดาปราโมทย์ให้เกิดขึ้น แล้วพึงทำจิตให้เคารพรักใคร่ในพิธีทางปฏิบัติให้มั่นใจว่าปฏิบัติดังนี้ ได้ชื่อว่า เนกขัมมปฏิบัติ พระอริยเจ้าทั้งหลาย มีพระพุทธเจ้า เป็นต้น จะได้ละเว้นหามิได้ ล้วนแต่ปฏิบัติดังนี้ทุก ๆ พระองค์ ครั้นแล้วพึงตั้งจิตว่า เราจะได้เสวยสุขอันเกิดแต่วิเวกด้วยปฏิบัติอันนี้โดยแท้ ยังความอุตสาหะให้เกิดขึ้นแล้ว จึงลืมจักษุ ขึ้นดูดวงกสิณ เมื่อลืมจักษุขึ้นนั้น อย่าลืมขึ้นให้กว้างนัก จะลำบากจักษุ อนึ่ง มณฑลกสิณจะปรากฏแจ้งเกินไป ครั้นลืมจักษุขึ้นน้อยนัก มณฑลกสิณก็จะไม่ปรากฏแจ้ง จิตที่จะถือเอากสิณนิมิตเป็นอารมณ์นั้น ก็จะย่อหย่อนท้อถอยเกียจคร้านไป เหตุฉะนี้พึงลืมจักษุขนาดส่องเงาหน้าในกระจก
        อนึ่ง เมื่อแลดูดวงกสิณนั้นอย่าพิจารณาสี พึงกำหนดว่า สิ่งนี้ป็นดินเท่านั้น แต่สีดินนั้นจะละเสียมิได้ เพราะว่าสีกับดวงกสิณเนื่องกันอยู่ ดูดวงกสิณก็เป็นอันดูสีอยู่ด้วย เหตุฉะนี้ พึงรวมดวงกสิณกับสีเข้าด้วยกัน แลดูดวงกสิณกับสีนั้นให้พร้อมกัน กำหนดว่าสิ่งนี้เป็นดิน แล้วจึงบริกรรมภาวนาว่า ปฐวี ๆ ดิน ๆ ดังนี้ร่ำไป ร้อยครั้งพันครั้ง เมื่อกระทำบริกรรมภาวนาว่า ปฐวี ๆ อยู่นั้น อย่าลืมจักษุเป็นนิตย์ พึงลืมจักษุดูอยู่หน่อยหนึ่ง แล้วหลับลงเสีย หลับลงสักหน่อยแล้วพึงลืมตาขึ้นดูอีก พึงปฏิบัติโดยทำนองนี้ไปจนกว่าจะได้อุคคหนิมิต ก็กสิณนิมิตอันป็นอารมณ์ที่ตั้งแห่งจิตใจในขณะเมื่อทำบริกรรมภาวนา ชื่อว่า บริกรรมนิมิต กิริยาที่ทำการบริกรรมว่าปฐวีนั้นชื่อว่า บริกรรมภาวนา
       เมื่อตั้งจิตในกสิณนิมิตกระทำบริกรรมว่า ปฐวี ๆ นั้น ถ้ากสิณนิมิตมาปรากฏในมโนทวารหลับจักษุลง กสิณนิมิตก็ปรากฏอยู่ในมโนทวารดังลืมจักษุ แล้วกาลใดชื่อว่าได้อุคคหนิมิต ณ กาลนั้น เมื่อได้อุคคหนิมิตแล้ว พึงตั้งจิตไว้ในอุคคหนิมิตนั้น กำหนดให้ยิ่งวิเศษขึ้นไป เมื่อปฏิบัติอยู่ดังนี้ ก็จะข่มนิวรณธรรมโดยลำดับ ๆ กิเลสก็จะสงบระงับจากสันดาน สมาธิก็จะแก่กล้าเป็นอุปจารสมาธิ ปฏิภาคนิมิตก็จะปรากฏขึ้น
        อุคคหนิมิต กับ ปฏิภาคนิมิต มีลักษณะ ต่างกัน คือ อุคคหนิมิตยังประกอบด้วยกสิณโทษ คือ ยังปรากฏบริสุทธิ์งดงามดั่งแว่นกระจกที่บุคคลถอดออกจากฝักจากถุง ฉะนั้น จำเดิมแต่ปฏิภาคนิมิตเกิดขึ้นแล้ว นิวรณ์ทั้งสิ้นก็จะระงับไป จิตก็ตั้งมั่นเป็นอุปจารสมาธิ สำเร็จเป็นกามาพจรสมาธิภาวนา เมื่อได้อุปจารสมาธิแล้ว ถ้าพากเพียรพยายามต่อขึ้นไปไม่หยุดหย่อน ก็จะได้สำเร็จอัปปนาสมาธิซึ่งเป็นรูปาวจรฌาน และเมื่อกระทำเพียรจนบรรลุถึงอัปปนาฌานเกิดขึ้นในสันดานแล้ว ก็พึงกำหนดไว้ว่า...
๑.  เราประพฤติอิริยาบถอย่างนี้ ๆ
๒. อยู่ในเสนาสนะอย่างนี้ ๆ
๓. โภชนาหารอันเป็นที่สบายอย่างนี้ ๆ จึงได้สำเร็จฌาน
      
การที่ให้กำหนดไว้นี้เผื่อว่าฌานเสื่อมไป ก็จะได้เจริญสืบต่อไปใหม่โดยวิธีเก่า ฌานที่เสื่อมไปนั้นก็จะเกิดขึ้นได้โดยง่ายในสันดานอีก ครั้นเมื่อได้สำเร็จปฐมฌานแล้ว พึงปฏิบัติในปฐมฌานนั้นให้ชำนาญคล่องแคล่วด้วยดีก่อน แล้วจึงเจริญทุติยฌานสืบต่อขึ้นไป ก็ปฐมฌานที่จะชำนาญคล่องแคล่วด้วยดี ต้องประกอบด้วยวสีทั้ง ๕ คือ
      (๑) อาวัชชนวสี คือ ชำนาญคล่องแคล่วในการนึก ถ้าปรารถนาจะนึกถึงฌาตนได้ ก็นึกได้เร็วพลันมิได้เนิ่นช้า มิต้องนานถึงชวนจิตที่ ๔-๕ ตกลงยังภวังค์จิต ๒-๓ ขณะถึงองค์ฌานที่ตนได้
      (๒) สมาปัชชนวสี คือ ชำนาญคล่องแคล่วในการที่จะเข้าฌาน อาจเข้าฌานได้ในลำดับอาวัชชนจิต อันพิจารณาซึ่งอารมณ์ คือ ปฏิภาคนิมิตมิได้เนิ่นช้า
      (๓) อธิฐานวสี คือ ชำนาญในอันดำรงรักษาฌานจิตไว้มิให้ตกภวังค์ ตั้งฌานจิตไว้ได้ตามกำหนด ปรารถนาจะตั้งไว้นานเท่าใด ก็ตั้งไว้ได้นานเท่านั้น
      (๔) วุฏฐานวสี คือ ชำนาญคล่องแคล่วในการออกจากฌาน กำหนดไว้ว่าเวลานั้น ๆ จะออกก็ออกได้ตามกำหนด ไม่คลาดเวลาที่กำหนดไว้
      (๕) ปัจจเวกขณวสี คือ ชำนาญคล่องแคล่วในการพิจารณาองค์ฌานที่ตนได้อย่างรวดเร็วมิได้เนิ่นช้า ถ้าไม่ชำนาญในปฐมฌานแล้ว อย่าพึงเจริญทุติยฌานก่อน ต่อเมื่อชำนิชำนาญคล่องแคล่วในปฐมฌาน ด้วยวสีทั้ง ๕ ดังกล่าวแล้ว จึงควรเจริญทุติยฌานสืบต่อขึ้นไป เมื่อชำนาญในทุติยฌาน จึงเจริญตติยฌาน จตุตถฌาน และปัญจมฌานขึ้นไปตามลำดับ องค์ของฌานเป็นดังนี้ = ปฐมฌาน มีองค์ ๕ คือ
 วิตก = ความตรึกคิด มีลักษณะยกจิตขึ้นสู่อารมณ์ เป็นองค์ที่ ๑
 วิจาร = ความพิจารณา มีลักษณะไตร่ตรองอารมณ์ เป็นองค์ที่ ๒
 
ปีติ = เจตสิกธรรมที่ยังกาย และจิตใจให้อิ่มเต็มที่ มีลักษณะของการเกิดปีติขึ้น ๕ ประเภทคือ
  
(๑) ขุททกาปีติ กายและจิตอิ่มจนขนพองชูชันทำให้น้ำตาไหล
  
(๒) ขณิกาปีติ กายและจิตอิ่ม มีแสงสว่างดังฟ้าแลบปรากฏในจักษุทวาร
  (๓)โอกันติกาปีติ กายและจิตอิ่ม ปรากฏดังคลื่นแลละลอกทำให้ไหวให้สั่น
  (๔) อุพเพงคาปีติ กายและจิตอิ่ม แลกายเบาเลื่อนลอยไปได้
  
(๕) ผรณาปีติ กายและจิตอิ่ม เย็นสบายซาบซ่านทั่วสรรพางค์กาย

       ปีติทั้ง ๕ นี้ อันใดอันหนึ่งเป็นองค์ที่ ๓ สุขอันเป็นไปในกาย และจิตเป็นองค์ที่ ๔ และเอกัคคตา ความที่จิตมีอารมณ์เดียวไม่ฟุ้งซ่านไปมา จัดเป็นองค์ครบ ๕ ฌานที่พร้อมด้วยองค์ ๕ นี้ชื่อว่า ปฐมฌานฯ
         
ทุติยฌาน มีองค์ คือ ปีติ - สุข - เอกัคคตา
         
ตติยฌาน มีองค์ ๒ คือ สุข - เอกัคคตา
        
จตุตถฌาน มีองค์ ๒ คือ เอกัคคตา - อุเบกขา นี้จัดโดยฌานจตุกกนัย

          ถ้าจัดโดยฌานปัญจกนัย เป็นดังนี้...
         
ปฐมฌาน มีองค์ ๕ คือ วิตก วิจาร ปีติ สุข เอกัคคตา
        
ทุติยฌาน มีองค์ ๔ คือ วิจาร ปีติ-สุข-เอกัคคตา
        
ตติยฌาน มีองค์ ๓ คือ ปีติ-สุข-เอกัคคตา
        
จตุตถฌาน มีองค์ ๒ คือ สุข-เอกัคคตา
        
ปัญจมฌาน มีองค์ ๒ คือ เอกัคคตา และอุเบกขา
         กุลบุตรผู้เจริญกสิณนี้ อาจได้สำเร็จฌานสมาบัติโดยจตุกกนัย หรือปัญจกนัยดังกล่าว

(๒)  วิธีเจริญอาโปกสิณ

        พระโยคาวจรกุลบุตร ผู้มีศรัทธาปรารถนาจะเจริญอาโปกสิณ ถ้าเป็นผู้มีวาสนาบารมีเคยได้สั่งสมอาโปกสิณมาแต่ชาติก่อนๆ แล้ว ถึงจะมิได้ตกแต่งกสิณเลย เพียงแต่เพ่งดูน้ำในที่ใดที่หนึ่ง เช่น ในสระ ในบ่อ ก็อาจสำเส็จอุคคหนิมิต และปฏิภาคนิมิตโดยง่าย
       ถ้ากุลบุตรอันหาวาสนาบารมีในอาโปกสินมิได้ พึงเจริญอาโปกสิณในปัจจุบันชาตินี้ ก็พึงทำอาโปกสิณด้วยน้ำที่ใสบริสุทธิ์ เอาน้ำใส่ภาชนะ เช่น บาตร หรือขันให้เต็มเพียงขอบปาก ยกไปตั้งไว้ในที่กำบัง ตั้งม้าสี่เหลี่ยมสูงคืบ ๔ นิ้ว กระทำพิธีทั้งปวงโดยทำนองที่กล่าวไว้ในวิธีเจริญปฐวีกสิณนั้นเถิด คำบริกรรมภาวนาอาโปกสิณว่า อาโป ๆ น้ำๆ พึงบริกรรมดังนี้ร่ำไป ร้อยครั้งพันครั้ง จนกว่าจะได้สำเร็จอุคคหนิมิต ปฏิภาคนิมิต และอัปปนานิมิตฌานโดยลำดับ ก็อุคคหนิมิตในอาโปกสิณนี้ปรากฏดุจไหว ๆ กระเพื่อม ๆ อยู่ ถ้าน้ำนั้นประกอบด้วยกสิณโทษ คือ เจือปนด้วยเปลือกตม หรือฟอง ก็จะปรากฏในอุคคหนิมิตด้วย ส่วนปฏิภาคนิมิตปรากฏปราศจากกสิณโทษ เป็นดุจกาบขั้วตาลแก้วมณีที่จะประดิษฐานในอากาศ มิฉะนั้น ดุจมณฑลแว่นแก้วมณี เมื่อปฏิภาคนิมิตเกิดแล้ว  โยคาวจรกุลบุตรทำปฏิภาคนิมิตให้เป็นอารมณ์  บริกรรมไปว่า อาโป ๆ  น้ำๆ ดังนี้ จะได้ถึงจตุตถฌานหรือปัญจมฌานตามลำดับ

(๓) วิธีเจริญเตโชกสิณ

        พระโยคาวจรกุลบุตรผู้มีวาสนาบารมี เคยเจริญเตโชกสิณมาแล้วในชาติก่อน เพียงแต่เพ่งเปลวไฟในที่ใดที่หนึ่ง บริกรรมภาวนาว่า เตโช ๆ ไฟ ๆ ดังนี้ ก็อาจได้อุคคหนิมิต และปฏิภาคนิมิตโดยง่าย ถ้าผู้ไม่เคยบำเพ็ญมาแต่ชาติก่อนปรารถนาจะเจริญเตโชกสิณ พึงหาไม้แก่นที่สนดีมาตากไว้ให้แห้ง บั่นออกไว้เป็นท่อน ๆ แล้วนำไปใต้ต้นไม้ หรือที่ใดที่หนึ่งซึ่งเป็นที่ที่สมควร แล้วกองฟืนเป็นกองๆ ดังจะอบบาตรจุดไฟเข้าให้รุ่งเรือง แล้วเอาเสื่อลำแพน หรือแผ่นหนัง หรือแผ่นผ้ามาเจาะเป็นช่องกลมกว้างประมาณคืบ ๔ นิ้ว แล้วเอาขึงไว้ตรงหน้า นั่งตามพิธีที่กล่าวไว้ในปฐวีกสิณ แล้วตั้งจิตกำหนดว่า อันนี้เป็นเตโชธาตุ แล้วจึงบริกรรมว่า เตโช ๆ ไฟ ๆ ดังนี้ร่ำไปจนกว่าจะได้สำเร็จอุคคหนิมิตและปฏิภาคนิมิตโดยลำดับไป
        อุคคหนิมิตในเตโชกสิณนี้ ปรากฏดุจเปลวเพลิงลุกไหม้ไหว ๆ อยู่เสมอ ถ้ามิได้ทำดวงกสิณพิจารณาไฟในเตา เป็นต้น เมื่ออุคคหนิมิตเกิดขึ้น กสิณโทษก็จะปรากฏด้วย เช่น ท่อนฟืนที่ไฟติดอยู่ หรือกองถ่านเถ้าควันก็จะปรากฏด้วย ส่วนปฏิภาคนิมิตปรากฏมิได้หวั่นไหว จะปรากฏดุจท่อนผ้ากำพลแดงอันประดิษฐานอยู่บนอากาศ หรือเหมือนกาบขั้วตาลทองคำ ฉะนั้นเมื่อปฏิภาคนิมิตปรากฏแล้ว พระโยคาวจรกุลบุตรก็จะได้สำเร็จฌานลำดับจนถึงจตุตถฌาน-ปัญจมฌาน

(๔)   วิธีเจริญวาโยกสิณ

        ให้เพ่งลมที่พัดอันปรากฏอยู่ที่ยอดอ้อย ยอดไผ่ ยอดไม้ หรือปลายผมที่ถูกลมพัดไหวอยู่อย่างใดอย่างหนึ่ง แล้วพึงตั้งสติไว้ว่า ลมพัดต้องในที่นี้ หรือลมพัดเข้ามาในช่องหน้าต่าง หรือช่องฝา ถูกต้องกายในที่ใดก็พึงตั้งสติไว้ในที่นั้น ๆ แล้วพึงบริกรรมว่า วาโย ๆ ลม ๆ ดังนี้ร่ำไป จนกว่าจะสำเร็จอุคคหนิมิต และปฏิภาคนิมิต อุคคหนิมิตในวาโยกสิณนี้จะปรากฏไหว ๆ เหมือนไอแห่งข้าวปายาสอันบุคคลปลงจากเตาใหม่ ๆ เป็นอันดีมิได้หวั่นไหว เมื่ออุคคหนิมิตเกิดแล้ว พระโยคาวจรกุลบุตรก็จะได้สำเร็จฌานโดยลำดับ

 

 

ภาพที่ ๕
นีลกสิณ
(เพ่งสีเขียว)

 

       สีเขียวที่เพ่งนี้ ท่านบอกว่า ให้ใช้สีเขียวคราม

       วิธีทำ ก็ให้หาผ้าสีเขียวมาขึงกับไม้วงกลม ซึ่งมีขนาดเส้นผ่าศูนย์ กลางคืบ ๔ นิ้ว (= ๑๖ นิ้ว) แล้วดึงให้ดี อย่าให้ยู่ยี่ (ถ้าได้ผ้าเนื้อละเอียดเป็นเหมาะที่สุด) เมื่อได้แล้วก็ให้เพ่ง แล้วจดจำให้ติดตา พร้อมกับภาวนาว่า เขียว ๆๆๆ... หรือ นีลังๆๆๆ... อุคหนิมิตของนีลกสิณ ก็จะปรากฏเป็นดวงสีเขียว อย่างเดียวกับผ้าที่ใช้เพ่ง แต่พอไปถึงขั้นปฏิภาคนิมิต ท่านกล่าวว่า จะปรากฏเป็นวงใสเหมือนแก้ว ย่อให้เล็กหรือขยายให้ใหญ่ก็ได้

 

 

ภาพที่ ๖
ปีตกสิณ

(เพ่งสีเหลือง)

       สีเหลืองที่ให้ใช้ สีเหลืองอ่อน หรือเหลืองนวล
 
       วิธีทำ ก็ให้หาผ้าสีเหลืองมาขึงเข้ากับไม้วงกลม ซึ่งมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางคืบ ๔ นิ้ว ( = ๑๖ นิ้ว) แล้วดึงให้ดี อย่าให้ยู่ยี่ เมื่อได้แล้ว ก็ให้เพ่ง แล้วจดจำนิมิตให้ติดตา  พร้อมกับภาวนาว่าเหลือง... หรือ ปีตะกัง ๆๆๆ... อุคคหนิมิตของปีตกสิณ ก็จะปรากฏเป็นดวงสีเหลือง อย่างเดียวกับผ้าที่ใช้เพ่ง แต่พอไปถึงขั้นปฏิภาคนิมิต ท่านกล่าวว่า จะปรากฏเป็นดวงใสเหมือนแก้ว ย่อให้เล็กหรือขยายให้ใหญ่ก็ได้

ภาพที่ ๗
โลหิตกสิณ
(เพ่งสีแดง)

       วิธีทำ ก็ให้หาผ้าสีแดงมาขึงกับไม้วงกลม ซึ่งมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางคืบ ๔ นิ้ว ( = ๑๖ นิ้ว) แล้วดึงให้ดี อย่าให้ยู่ยี่ เมื่อได้แล้วก็ให้เพ่ง แล้วจดจำให้ติดตา พร้อมกับภาวนาว่า แดง ๆๆๆ...หรือ โลหิตะกัง ๆๆๆ... อุคหนิมิตของโลหิตกสิณ ก็จะปรากฏเป็นดวงสีแดง อย่างเดียวกับผ้าที่ใช้เพ่ง
       แต่พอไปถึงขั้นปฏิภาคนิมิต ท่านกล่าวว่า จะปรากฏเป็นวงใสเหมือนแก้ว ย่อให้เล็กหรือขยายให้ใหญ่ก็ได้

 

ภาพที่ ๘
โอทาตกสิณ
(เพ่งสีขาว)

       วิธีทำ ก็ให้หาผ้าสีขาวสะอาดมาขึงไว้กับไม้วงกลม ซึ่งมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางคืบกลาง ๔ นิ้ว ( = ๑๖ นิ้ว) แล้วดึงให้ดี อย่าให้ยู่ยี่ เมื่อได้แล้ว ก็ให้เพ่ง แล้วจดจำให้ติดตา พร้อมกับภาวนาว่าขาว ๆๆๆ...หรือโอทาตัง ๆๆๆ... อุคหนิมิตของโอทาตกสิณ ก็จะปรากฏเป็นดวงสีขาว อย่างเดียวกับผ้าที่ใช้เพ่ง
     
 แต่พอไปถึงขั้นปฏิภาคนิมิต ท่านกล่าวว่า จะปรากฏเป็นวงใสเหมือนแก้ว ย่อให้เล็กหรือขยายให้ใหญ่ก็ได้

 

ภาพที่ ๙

 อาโลกกสิณ
(เพ่งแสงสว่าง)

       วิธีทำ ให้เจาะก้นหม้อเป็นรูกลม ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางคืบ ๔ นิ้ว ( = ๑๖ นิ้ว) แล้วตั้งตะเกียงหรือเทียนไว้ภายในหม้อ โดยให้แสงสว่างออกมาตามรูที่เจาะไว้ และหันทางแสงสว่างนั้นให้ไปปรากฏที่ฝาหรือกำแพง แล้วเพ่งดูแสงสว่างที่ส่องเป็นลำออกไปจากรูที่ไปปรากฏบนฝาหรือกำแพงนั้น หรือจะเพ่งดวงจันทร์ ลูกแก้วก็ได้ พร้อมกับภาวนาว่า แสงสว่าง ๆๆๆ... หรือ อาโลโก ๆๆๆ... อุคหนิมิตของอาโลกกสิณ ก็จะปรากฏเหมือนกับดวงแสงสว่างที่ไปปรากฏอยู่บนฝา
       แต่ถ้าเป็นขั้นของปฏิภาคนิมิต อาโลกกสิณก็จะมีสภาพเป็นดวงหนาและใสคล้ายกับก้อนแสง

ภาพที่ ๑๐
อากาสกสิณ
(เพ่งอากาศ)

        กสิณที่พิจารณาอากาศเป็นอารมณ์
        วิธีทำ เจาะเสื่อให้เป็นรูกลมขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางคืบ ๔ นิ้ว (
= ๑๖ นิ้ว) ปิดไว้ที่หน้าต่าง ผู้ปฏินั่งอยู่ในห้อง มองออกไปทางช่องที่เจาะนั้น แต่จะต้องมองในส่วนที่อากาศว่างเปล่า ไม่มีสิ่งใดปนอยู่ ไม่ว่าจะเป็นเมฆ หมอก หรือดาว แล้วภาวนา ว่า อากาศ ๆๆๆ... หรือ ว่างๆๆๆ...

คำอธิบายวิธีเจริญกสิณ ๑๐ (ต่อ --- ภาพที่ ๕-๑๐)

(๕)  วิธีเจริญนีลกสิณ

       พระโยคาวจรกุลบุตรผู้มีศรัทธาปรารถนาจะเจริญนีลกสิณ พึงพิจารณานิมิตสีเขียวเป็นอารมณ์ ถ้าเป็นผู้มีวาสนาบารมีเคยเจริญนีลกสิณมาแล้วในชาติก่อนๆ แล้ว เพียงแต่เพ่งดูดอกไม้สีเขียว หรือผ้าเขียว เป็นต้น ก็อาจได้อุคคหนิมิต และปฏิภาคนิมิต ส่วนผู้ที่พึ่งเจริญนีลกสิณในชาติปัจจุบันนี้ พึงทำดวงกสิณก่อน พึงเอาดอกไม้อย่างใดอย่างหนึ่ง ที่มีสีเขียวล้วนอย่างเดียวมาลำดับลงในผอบ หรือฝากล่องให้เสมอขอบปาก อย่าให้เกสร และก้านปรากฏ ให้แลเห็นแต่กลีบสีเขียวอย่างเดียว หรือจะเอาผ้าเขียวขึงลงที่ขอบปากผอบ หรือฝากล่องทำให้เสมอดังหน้ากลองก็ได้ หรือจะเอาของที่มีสีเขียว เช่น คราม เป็นต้น มาทำเป็นดวงกสิณเหมือนอย่างปฐวีกสิณก็ได้
       เมื่อทำดวงกสิณเสร็จแล้ว พึงปฏิบัติพิธีโดยทำนองที่ว่าในปฐวีกสิณนั้นเถิด พึงบริกรรมภาวนาว่า นิลํๆ เขียวๆ ดังนี้ร่ำไปจนกว่าอุคคหนิมิต และปฏิภาคนิมิตจะเกิดขึ้น อุคคหนิมิตในนีลกสิณนี้มีกสิณโทษอันปรากฏ ถ้ากสิณนั้นกระทำด้วยดอกไม้ก็เห็นเกสร-ก้าน และหว่างกลีบปรากฏ ส่วนปฏิภาคนิมิตจะปรากฏดุจกาบขั้วตาลแก้วมณีตั้งอยู่ในอากาศ เมื่อปฏิภาคนิมิตเกิดแล้ว อุปจารฌานและอัปปนาฌานก็จะเกิดดังกล่าวแล้วในปฐวีกสิณ

(๖)  วิธีเจริญปีตกสิณ

(๗)  วิธีเจริญโลหิตกสิณ

(๘)   วิธีเจริญโอทาตกสิณ

        วิธีเจริญกสิณทั้ง ๓ นี้เหมือนกันกับนีลกสิณทุกอย่าง ปีตกสิณ เพ่งสีเหลือง บริกรรมว่า ปีตกํๆ เหลืองๆ  โลหิตกสิณ เพ่งสีแดง บริกรรมว่าโลหิตํๆ แดงๆ   โอทาตกสิณ เพ่งสีขาว บรกรรมว่า โอทาตํๆ ขาวๆ
        ดังนี้ร่ำไปจนกว่าจะเกิดอุคคหนิมิต และปฏิภาคนิมิต ลักษณะอุคคหนิมิตและปฏิภาคนิมิตก็เหมือนในนีลกสิณ ต่างกันแต่ละสีอย่างเดียวเท่านั้น

(๙)   วิธีเจริญอาโลกกสิณ

        พระโยคาวจรกุลบุตร ผู้จะเจริญอาโลกกสิณนี้ ถ้าเป็นผู้มีวาสนาบารมี เคยได้เจริญมาแต่ชาติก่อนๆ แล้ว เพียงแต่เพ่งดูแสงพระจันทร์หรือแสงพระอาทิตย์ หรือแสงไฟอันส่องเข้ามาตามช่องฝา หรือช่องหน้าต่าง เป็นต้น ที่ปรากฏเป็นวงกลมอยู่ที่ฝา หรือที่พื้นนั้นๆ ก็อาจสำเร็จอุคคหนิมิต และปฏิภาคนิมิตโดยง่าย
      
ส่วนท่านโยคาวจรที่พึงจะเจริญอาโลกกสิณในชาติปัจจุบันนี้ เมื่อจะเจริญต้องทำดวงกสิณก่อน พึงหาหม้อมาเจาะให้เป็นช่องกลมประมาณคืบ ๔ นิ้ว เอาเทียนประทีปตามไว้ข้างใน ปิดปากหม้อเสียให้ดี ผินช่องหม้อไปทางฝา แสงสว่างที่ออกทางช่องหม้อก็จะปรากฏเป็นวงกลมอยู่ที่ฝา พึงนั่งพิจารณาตามวิธีที่กล่าวไว้ในปฐวีกสิณ บริกรรมว่า อาโลโกๆ แสงๆ สว่าง ๆ ดังนี้ร่ำไป จนกว่าจะได้สำเร็จอุคคหนิมิต และปฏิภาคนิมิต อุคคหนิมิตในอาโลกกสิณนี้ ปรากฏดุจวงกลมอันปรากฏที่ฝานั้นแล ส่วนปฏิภาคนิมิตปรากฏผ่องใสเป็นแท่งทึบ ดังดวงแห่งแสงสว่างฉะนั้น

(๑๐)  วิธีเจริญอากาศกสิณ

       พระโยคาวจรกุลบุตร ผู้ปรารถนาจะเจริญอากาศกสิณนี้ ถ้าเป็นผู้มีวาสนาบารมีเคยสั่งสมมาแล้วแต่ชาติก่อน เพียงแต่เพ่งดูช่องฝา ช่องดาน หรือช่องหน้าต่าง เป็นต้น ก็อาจสำเร็จอุคคหนิมิต และปฏิภาคนิมิตโดยง่าย ถ้าไม่มีวาสนาบารมีในกสิณข้อนี้มาก่อน ต้องทำดวงกสิณก่อน เมื่อจะทำดวงกสิณพึงเจาะฝา เจาะแผ่นหนัง หรือเสื่อลำแพนให้เป็นวงกลมกว้างคืบ ๔ นิ้ว ปฏิบัติวิธีการทั้งหมด โดยทำนองที่กล่าวไว้ในปฐวีกสิณ บริกรรมว่า อากาโสๆ อากาศๆ ดังนี้ร่ำไป จนกว่าจะเกิดอุคคหนิมิต และปฏิภาคนิมิตนั้นเถิด อุคคหนิมิตในอากาศกสิณนี้ปรากฏรูปวงกลมอากาศแต่มีที่สุดฝา เป็นต้น เจือปนอยู่บ้าง ส่วนปฏิภาคนิมิตปรากฏเป็นวงกลมอากาศเท่ากับวงกสิณเด่นอยู่ และสามารถแผ่ออกให้ใหญ่ได้ตามต้องการ

 

 

 

วัตถุมงคล