โอวาทและชีวประวัติ

โอวาท

ท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทัตตเถระ

         อดีต คือ สิ่งที่ล่วงไปแล้ว ไม่ควรไปทำความผูกพัน เพราะเป็นสิ่งที่ล่วงไปแล้วอย่างแท้จริง แม้จะทำความผูกพัน และมั่นใจให้สิ่งนั้นกลับมาเป็นปัจจุบันก็เป็นไปไม่ได้
        
ผู้ทำความสำคัญมั่นหมายนั้นเป็นทุกข์แต่ผู้เดียว โดยความไม่สมหวังตลอดไป
        
อนาคต ที่ยังมาไม่ถึง ก็เป็นสิ่งที่ไม่ควรยึดเหนี่ยวเกี่ยวข้องเช่นกัน อดีตควรปล่อยไว้ตามอดีต อนาคตก็ควรปล่อยไว้ตามกาลของมัน
        
ปัจจุบัน เท่านั้นจะสำเร็จประโยชน์ได้ เพราะอยู่ในฐานะที่ทำได้ไม่สุดวิสัย การปรับปรุงแก้ไขอยู่ตลอดเวลา ย่อมทำให้เกิดความเจริญรุ่งเรือง...

        คนเราใหญ่แต่กาย  ใหญ่แต่ชาติ  ใหญ่แต่ชื่อ  ใหญ่แต่ยศ  ใหญ่แต่ความสำคัญตน แต่ความรู้ความฉลาด ที่จะทำตนให้ร่มเย็นเป็นสุขทั้งทางกาย และทางใจโดยถูกทาง ตลอดถึงผู้อื่นได้รับความร่มเย็นเป็นสุขด้วย นั่นไม่ค่อยเจริญเติบโตด้วย และไม่สนใจบำรุงให้ใหญ่โตอีกด้วย จึงเกิดความเดือดร้อนกันอยู่ทุกหนทุกแห่ง โดยไม่เลือกเพศวัย และชาติชั้นวรรณะอะไรเลย

 

(พระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต)

 

อัฐิที่กลายเป็นพระธาตุของพระอาจารย์มั่น ภูริทัตตเถระ
ประดิษฐาน ณ วัดป่าสาลวัน จ.นครราชสีมา
* * * * * * *

ตำรากรรมฐาน
ของ
ท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทัตตเถระ

ชีวประวัติ

       ท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทัตตเถระ พระอาจารย์ใหญ่ผู้แนะนำสั่งสอนธรรมทางวิปัสสนา มีศิษยานุศิษย์มาก มีคนเคารพนับถือมากปฏิปทาและจริยวัตรของท่านควรเป็นทิฏฐานุคติ แก่กุลบุตรผู้แสวงหาทางพ้นทุกข์ได้ พระอริยคุณาธาร อดีตเจ้าอาวาสวัดเขาสวนกวางจังหวัดขอนแก่น ได้เล่าให้พระธุดงค์ หลวงพ่อธรรมงามทราบไว้ดังต่อไปนี้

ชาติสกุล

       ท่านกำเนิดในสกุล แก่นแก้ว นายคำด้วง เป็นบิดา นางจันทร์ เป็นมารดา เพียแก่นแท้ว เป็นปู่ เชื้อชาติไทย นับถือพุทธศาสนา เกิดวันพฤหัสบดี เดือนยี่ ปีมะแม ตรงกับวันที่ ๒๐ มกราคม พ.ศ. ๒๔๑๓ ณ บ้านคำบง ตำบลโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี มีพี่น้องร่วมท้องเดียวกัน ๙ คน ท่านเป็นบุตรคนหัวปี บุตร ๖ คน ตาย เสียแต่เล็ก ยังเหลือน้องสาว คน คนสุดท้องชื่อ หวัน จำปาศิลป์

รูปร่างลักษณะและนิสัย

        ท่านเป็นคนร่างเล็กผิวขาวแดง แข็งแรงว่องไว สติปัญญาดีมากตั่งแต่กำเนิด ฉลาด เป็นผู้ว่านอนสอนง่ายในทางที่ถูก ไม่ยอมทำตามในทางที่ผิด

การศึกษาสามัญ

        ท่านได้เรียนอักขรสมัยในสำนักของอา คือ เรียนอักษรไทยน้อย อักษรไทย อักษรบารี และอักษรขอม อ่านออกเขียนได้ นัยว่าท่านเรียนได้รวดเร็ว เพราะมีความทรงจำดี และมีความขยันหมั่นเพียรชอบการเล่าเรียนศึกษา

การบรรพชา

        เมื่อท่านอายุได้ ๑๕ ปี ได้บรรพชาเป็นสามเณรในสำนักวัดบ้านคำบง ใครเป็นบรรพชาจารย์ไม่ปรากฏ ครั้นบวชแล้วได้ศึกษาความรู้ทางพระศาสนา มีสวดมนต์และท่องพระสูตรต่าง ๆ ในสำนักบรรพชาจารย์ จดจำได้รวดร็ว อาจารย์เมตตาปรานีมาก เพราะเอาใจใส่ในการเล่าเรียนดี ประพฤติปฏิบัติเรียบร้อย เป็นที่ไว้เนื้อเชื่อใจได้
       
เมื่ออายุท่านได้๑๗ ปี บิดาขอร้องให้ลาสิกขาเพื่อช่วยการงานทางบ้าน ท่านก็ได้ลาสิกขาออกไปช่วยการงานของบิดา-มารดาเต็มความสามารถ
       
ท่านได้เล่าว่า ...เมื่อลาสิกขาไปแล้ว ยังคิดที่จะบวชอีกอยู่เสมอไม่ลืมเลย คงเป็นเพราะมีอุปนิสัยในทางบวชมาแต่ก่อนอย่างหนึ่ง อีกอย่างหนึ่งเพราะติดใจคำสั่งของยายว่า เจ้าต้องบวชให้ยาย เพราะยายก็ได้เลี้ยงเจ้ายาก คำสั่งของยายนี้คอยสะกิดใจอยู่เสมอ

การอุปสมบท

        ครั้นอายุท่านได้ ๒๒ ปี ท่านเล่าว่ามีความอยากบวชเป็นกำลังจึงอำลาบิดา-มารดาบวช ท่านทั้งสองก็อนุญาตตามประสงค์ ท่านได้เข้าศึกษาในสำนักวัด ท่านพระอาจารย์เสาร์ กันตสีลเถระ วัดเลียบเมืองอุบล จังหวัดอุบลราชธานี ได้รับอุปสมบทเป็นภิกษุในบวรพุทธศาสนา ณ วัดศรีทอง อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี
        
พระอริยกวี (อ่อน)       เป็นพระอุปัชฌายะ
        
พระครูสีทา ชยเสโน     เป็นพระกรรมวาจาจารย์
       
 พระครูประจักษ์ อุบลคุณ (สุ่ย) เป็นพระอนุสาวนาจารย์

        เมื่อวันที่ ๑๒ มิถุนายน พ.ศ.๒๔๓๖ได้รับฉายานามมคธว่า "ภูริทตฺโต" เสร็จจากการอุปสมบทกลับมาสำนักวัดศึกษาวิปัสสนาธุระกับพระอาจารย์เสาร์ กันตสีลเถระ ณ วัดเลียบ ต่อไป

ปฏิปทา

        เมื่อแรกอุปสมบท ท่านพำนักอยู่วัดเลียบ เมืองอุบล เป็นปกติ ออกไปอาศัยอยู่วัดบูรพาราม เมืองอุบลบ้างเป็นบางคราว ในระหว่างนั้นท่านได้ศึกษาข้อปฏิบัติเบื้องต้น อันเป็นส่วนแห่งพระวินัย คือ อาจาระความปฏิบัติประพฤติมรรยาทอาจาริยวัตร และอุปัชฌายวัตร ปฏิบัติได้เรียบร้อยดี จนเป็นที่ไว้วางใจของพระอุปัชฌาจารย์ และศึกษาข้อปฏิบัติอบรมจิตใจ คือ เดินจงกรม-นั่งสมาธิกับสมาทานธุดงควัตรต่าง ๆ
       
ในสมัยต่อมา ได้แสวงหาวิเวกบำเพ็ญสมณธรรมในที่ต่างๆ ตามราวป่า ป่าช้า ป่าชัฏ ที่แจ้ง หุบเขา ซอกห้วย ธารเขา เงื้อมเขาท้องถ้ำ เรือนว่าง ทางฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงบ้าง ทางฝั่งขวาแม่น้ำโขงบ้าง แล้วลงไปศึกษากับนักปราชญ์ทางกรุงเทพฯ จำพรรษาอยู่ที่วัดปทุมวัน หมั่นไปสดับธรรมเทศนากับ เจ้าพระคุณพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจันทเถระ) พรรษา แล้วออกแสวงหาวิเวกในถิ่นภาคกลาง คือ ถ้ำสาริกา เขาใหญ่ นครนายก ถ้ำไผ่ขวาง เขาพระงาม และถ้ำสิงโต ลพบุรี จนได้รับความรู้แจ่มแจ้งในพระธรรมวินัย สิ้นความสงสัยในสัตถุศาสน์ จึงกลับมาภาคอีสานทำการอบรมสั่งสอนสมถวิปัสสนา แก่สหธรรมิก และอุบาสก อุบาสิกาต่อไป มีผู้เลื่อมใสพอใจปฏิบัติตามมากขึ้นโดยลำดับ มีศิษยานุศิษย์แพร่หลายกระจายทั่วภาคอีสาน
       
ในกาลต่อมาได้ลงไปพักจำพรรษาที่วัดปทุมวัน กรุงเทพฯ อีก พรรษา แล้วไปเชียงใหม่กับท่านเจ้าคุณพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจันทเถระ) จำพรรษาวัดเจดีย์หลวง พรรษา แล้วออกไปพักตามที่วิเวกต่างๆ ในเขตภาคเหนือหลายแหล่งเพื่อสงเคราะห์สาธุชนในที่นั้นๆ นานถึง๑๑ ปี จึงได้กลับมาจังหวัดอุดรธานีตามคำอาราธนาของ ท่านเจ้าคุณพระธรรมเจดีย์ (จูม พนฺธุโล) พักจำพรรษาอยู่ที่วัดโนนนิเวศน์ เพื่ออนุเคราะห์สาธุชนในที่นั้น พรรษา แล้วมาอยู่ในเขตจังหวัดสกลนคร จำพรรษาที่วัดป่าบ้านนามน ตำบลตองโขบ อำเภอเมืองสกลนคร ๓ พรรษา  จำพรรษาที่วัดหนองผือ ตำบลนาใน อำเภอพรรณนานิคม พรรษา เพื่อสงเคราะห์สาธุชนในถิ่นนั้น มีผู้สนใจในธรรมปฏิบัติได้ติดตามมาศึกษาอบรมจิตใจมากมาย ศิษยานุศิษย์ของท่านได้แพร่กระจายไปทั่วทุกภาคของประเทศไทย?ยังเกียรติคุณของท่านให้ฟุ้งเฟื่องเลื่องลือไป

ธุดงควัตรที่ท่านปฏิบัติ

เป็นอาจิณ ประการ คือ

๑. ปังสุกูลิกังคธุดงค์ ถือนุ่งห่มผ้าบังสุกุล นับตั่งแต่วันอุปสมบทมาตราบจนกระทั่งถึงวัยชรา จึงได้ผ่อนให้คหบดีจีวรบ้าง เพื่ออนุเคราะห์แก่ผู้ศรัทธานำมาถวาย

๒. ปิณฑปาติกังคธุดงค์ ถือภิกขาจารวัตร เที่ยวบิณฑบาตมาฉันเป็นนิตย์ แม้อาพาธไปในละแวกบ้านไม่ได้ ก็บิณฑบาตรในเขตวัด บนโรงฉัน จนกระทั่งอาพาธลุกไม่ได้ในปัจฉิมสมัย จึงงดบิณฑบาต

๓. ปัตตปิณฑิกังคธุดงค์ ถือฉันในบาตรใช้ภาชนะใบเดียวเป็นนิตย์ จนกระทั่งถึงสมัยอาพาธหนักในปัจฉิมสมัยจึงงด

๔. เอกาสนิกังคธุดงค์ ถือฉันหนเดียวเป็นนิตย์ตลอดมา แม้ถึงอาพาธหนักในปัจฉิมสมัยก็มิได้เลิกละ

        ส่วนธุดงควัตรนอกนี้ได้ถือปฏิบัติเป็นครั้งคราว ที่นับว่าปฏิบัติได้มากก็คือ อารัญญิกังคธุดงค์ ถืออยู่เสนาสนะป่าห่างบ้านประมาณ ๒๕ เส้น หลีกเร้นอยู่ในที่สงัดตามสมณวิสัย เมื่อถึงวัยชราจึงอยู่ในเสนาสนะป่าห่างจากบ้านพอสมควร ซึ่งพอเหมาะกับกำลังที่จะภิกขาจารบิณฑบาต  เป็นที่ที่ปราศจากเสียงอื้ออึง ประชาชนเคารพยำเกรงไม่รบกวน นัยว่าในสมัยที่ท่านยังแข็งแรงได้ออกจาริกโดดเดี่ยว แสวงวิเวกไปในป่าดงพงลึกจนสุดวิสัยที่ศิษย์จะติดตามไปถึงได้ก็มี เช่น ในคราวไปอยู่ทางภาคเหนือ เป็นต้น ท่านไปวิเวกบนเขาสูงอันเป็นที่อยู่ของพวกมูเซอ ยังชาวมูเซอซึ่งพูดกันไม่รู้เรื่องให้บังเกิดศรัทธาในพระศาสนาได้

กิจวัตรประจำวัน

      ท่านปฏิบัติกิจประจำวันเป็นอาจิณวัตร  เพื่อเป็นแบบอย่างแก่สานุศิษย์ และพร่ำสอนสานุศิษย์ให้ปฏิบัติเป็นประจำเสมอมา ได้แก่...

      เวลาเช้าออกจากกุฏิทำสรีรกิจ คือ ล้างหน้า บ้วนปาก นำบริขารลงสู่โรงฉัน ปัดกวาดลานวัด แล้วเดินจงกรม ได้เวลาภิกขาจารก็ขึ้นสู่โรงฉัน นุ่งห่มเป็นปริมณฑล สะพายบาตรเข้าสู่บ้านเพื่อบิณฑบาต กลับจากบิณฑบาตแล้วจัดแจงบาตรจีวร แล้วจัดอาหารใส่บาตร นั่งพิจารณาอาหารปัจจเวกขณ์ ขณะทำภัตตานุโมทนา คือ ยถาสัพพีเสร็จแล้วฉันจังหัน ฉันเสร็จแล้วล้างบาตรเก็บบริขารขึ้นกุฏิ ทำสรีรกิจ พักผ่อนเล็กน้อยแล้วลุกขึ้นล้างหน้า ไหว้พระ สวดมนต์ และพิจารณาธาตุ อาหารปฏิกูล-ตังขณิก และอดีตปัจจเวกขณ์ แล้วชำระจิตจากนิวรณ์ นั่งสมาธิพอสมควร เวลาบ่าย ๓-๔ โมง กวาดลานวัด ตักน้ำใช้ น้ำฉัน มาไว้อาบ น้ำชำระกายให้สะอาดปราศจากมลทิน แล้วเดินจงกรมจนถึงพลบค่ำจึงขึ้นกุฏิ

      เวลากลางคืนตั้งแต่พลบค่ำไป สานุศิษย์ก็ทยอยกันขึ้นไปปรนนิบัติท่าน ท่านได้เทศนาสั่งสอนอบรมสติปัญญาแก่สานุศิษย์พอสมควรแล้ว ท่านก็เข้าห้องไหว้พระสวดมนต์ นั่งสมาธิแล้วพักนอนประมาณ ๔ ทุ่มเวลา ๐๓.๐๐ น. ตื่นนอนล้างหน้า บ้วนปาก แล้วปฏิบัติกิจอย่างในเวลาเช้าต่อไป

      กิจบางประการเมื่อมีลูกศิษย์มาก และแก่ชราแล้วก็อาศัยศิษย์เป็นผู้ทำแทน เช่น การตักน้ำใช้ น้ำฉัน เพราะเหน็ดเหนื่อยเนื่องจากชราภาพ ส่วนกิจอันใดเป็นสมณะประเพณี และเป็นศีลวัตร กิจนั้นท่านประฏิบัติเสมอเป็นอาจิณมิได้เลิกละ ท่านถือคติว่า เมื่อมีวัตร ก็ชื่อว่ามีศีล ศีลเป็นเบื้องต้นของการปฏิบัติท่านกล่าวว่า ต้นดี ปลายก็ดี ครั้นผิดมาแต่ต้น ปลายก็ไม่ดี”  “ผิดมาตั้งแต่ต้นฮวงเม่าบ่มีอุปมารูปเปรียบเหมือนอย่างกับว่าการทำนา เมื่อบำรุงรักษาลำต้นข้าวดีแล้ว ย่อมหวังได้แน่ซึ่งผลดังนี้ท่านจึงเอาใจใส่ตักเตือนสานุศิษย์ให้ปฏิบัติศีลวัตรอันเป็นส่วนเบื้องต้น ให้บริสุทธิ์บริบูรณ์ไว้เสมอ

คำเตือนสติศิษย์ผู้ออกแสวงหาวิเวก

       เมื่อมีศิษย์รูปใดไปอำลาท่าน เพื่อออกแสวงหาที่วิเวกบำเพ็ญสมณธรรม ท่านย่อมตักเตือนศิษย์รูปนั้น ให้ยึดเอาสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นตัวอย่าง เป็นแบบฉบับเสมอ แล้วเล่าเรื่องที่ท่านเคยเป็นมาแล้วให้ฟังว่า เมื่อคราวแสวงหาวิเวกเพื่อบำเพ็ญสมณธรรมอยู่ทางภาคเหนือ ได้ออกวิเวกไปองค์เดียว ถูกโลกธรรมกระทบกระทั่งนานาประการ พิจารณาอยู่ ๓ วัน จึงได้ความว่าต้องยกธง ๓ สี อุปมาด้วยธงแห่งประเทศไทย แล้วมีพระบาลี ซึ่งมิได้เคยสดับมาปรากฏขึ้นต่อไปว่า  “สุตาวโต จ  โข  ภิกฺขเว  อสุตาวตา  ปุถุชฺชเนนาปิ  ตสฺสานุโรธาอถวา  วิโรธา  เวทุปิตา  ตถาคตํ  คจฺฉนฺติ  ภควํ  มูลกา โน  ภนฺเต  ภควา  ภควํ  เนตฺติกา ภควํ ปฏิสฺสรณา สาธุ วต  ภนฺเต  ภควา เยว ปฏิภาตุ” 

      แล้วพิจารณาได้ความว่า “ระหว่างพระอริยบุคคล ผู้ได้สดับแล้วกับปุถุชนผู้มิได้สดับ ก็ย่อมถูกโลกธรรมกระทบกระทั่งเช่นเดียวกัน แม้พระตถาคต ก็ได้ถูกโลกธรรมกระทบกระทั่งมาแล้วแสนสาหัสในคราวทรงบำเพ็ญทุกรกิริยา และการปฏิบัติตามพระธรรมวินัยนั้น พระองค์มิได้ตรัสสอนเอาพระสาวกองค์นั้น องค์นี้เป็นตัวอย่าง เป็นเนติแบบฉบับเป็นที่พึ่งเสมอด้วยชีวิตดังนี้ 

คติพจน์

       คำที่เป็นคติอันท่านพระอาจารย์มั่นกล่าวอยู่บ่อย ๆ เพื่อเป็นหลักวินิจฉัยความดีที่ทำด้วยกาย วาจา ใจ แก่ศิษยานุศิษย์ ดังนี้
      
๑.  ดีใดไม่มีโทษ ดีนั้นชื่อว่า ดีเลิศ
      
๒. ได้สมบัติทั้งปวง ไม่ประเสริฐเท่าได้ตน เพราะตัวตนเป็นที่เกิดแห่งสมบัติทั้งปวง

     เมื่อท่านอธิบายตจปัญจกรรมฐานจบลง มักจะกล่าวเตือนขึ้นเป็นคำกลอนว่า...
     “แก้ให้ตกเน้อ แก้บ่ตกคาพกเจ้าไว้ แก้บ่ได้แขวนต่องแต่ง แก้บ่พ้น คาก้นย่างยาย คาย่างยายเวียนตายเวียนเกิด เวียนเอากำเนิดในภพทั้งสาม  ภพทั้งสามเป็นเฮือน (เรือน) เจ้าอยู่ดังนี้
     เมื่อคราวท่านเทศนาสั่งสอนพระภิกษุผู้ป็นสานุศิษย์ถือลัทธิฉันเจให้เข้าใจทางถูก และละเลิกลัทธินั้น ครั้นจบลงแล้วได้กล่าวคำเป็นคติขึ้นว่า..."เหลือแต่เว้าบ่เห็นบ่อนเบาหนักเดิน บ่ไปตามทางสิถืกดงเสือฮ้าย (ร้าย)ดังนี้

บำเพ็ญประโยชน์

      การบำเพ็ญประโยชน์ของท่านพระอาจารย์มั่น   มี... 

     ๑.  ประโยชน์ของชาติ ท่านพระอาจารย์ได้เอาธุระเทศนาอบรมสั่งสอนศีลธรรมอันดีงาม แก่ประชาชนพลเมืองของชาติในทุกๆ ถิ่นที่ท่านได้สัญจรไปคือ ภาคกลางบางส่วน ภาคเหนือเกือบทั่วทุกจังหวัด ภาคอีสาน และบางส่วนของประเทศลาว-พม่า ทำให้พลเมืองของชาติผู้ได้รับคำสั่งสอน เป็นคนมีศีลธรรมดี มีสัมมาอาชีพง่ายแก่การปกครองของผู้ปกครอง ชื่อว่าได้บำเพ็ญประโยชน์แก่ชาติตามควรแก่สมณวิสัย

      ๒.  ประโยชน์ศาสนา ท่านพระอาจารย์มั่น ได้บรรพชาและอุปสมบทเข้ามาในพระพุทธศาสนานี้ ด้วยความเลื่อมใสศรัทธาจริงๆ ครั้นบวชแล้วก็ได้เอาธุระศึกษาและประฏิบัติพระธรรมวินัย  ด้วยอุตสาหะพากเพียรจริงๆ ไม่ทอดธุระในการบำเพ็ญสมณธรรม ท่านปฏิบัติธุดงควัตรเคร่งคัดถึง ๔ ประการ  ตามปฏิปทาที่มีไว้ตั้งแต่บวช ได้ดำรงรักษาสมณกิจไว้มิให้เสื่อมสูญ ได้นำหมู่คณะฟื้นฟูปฏิบัติธรรมวินัยให้ถูกต้องตามพระพุทธบัญญัติ และพระพุทธโอวาท หมั่นสั่งสอนศิษยานุศิษย์ให้ฉลาดอาจหาญในการฝึกอบรมจิตใจ  ตามหลักสมถวิปัสสนาอันสมเด็จพระบรมศาสดาได้ตรัสสอนไว้ เป็นผู้มีน้ำใจเด็ดเดี่ยว อดทนไม่หวั่นไหวต่อโลกธรรม แม้จะถูกกระทบกระทั่งด้วยโลกธรรมอย่างไรก็มิได้แปรเปลี่ยนไปตาม  คงมั่นอยู่ในธรรมวินัยตามที่พระบรมศาสดาประกาศแล้วตลอดมา ทำตนให้เป็นทิฏฐานุคติแก่ศิษยานุศิษย์เป็นอย่างดี

        ท่านได้จารึกไปเพื่อแสวงวิเวกตามที่ต่างๆ  คือ บางส่วนของภาคกลาง เกือบทั่วทุกจังหวัดของภาคเหนือ เกือบทุกจังหวัดของภาคอีสานและอีกบางส่วนของต่างประเทศอีกด้วย นอกจากเพื่อวิเวกในส่วนตนแล้ว  ท่านมุ่งไปเพื่อสงเคราะห์ผู้มีอุปนิสัยในถิ่นนั้นๆ ด้วย ผู้ได้รับสงเคราะห์ด้วยธรรมจากท่านแล้ว  ย่อมกล่าวได้ด้วยความภาคภูมิใจว่าไม่เสียทีที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์พบพระพุทธศาสนา
        ส่วนหน้าที่ในวงการคณะสงฆ์ ท่านพระอาจารย์มั่น ได้รับพระกรุณาจากสมเด็จพระสังฆราชเจ้า ในฐานะเจ้าคณะใหญ่ฝ่ายพระธรรมยุตให้เป็นพระอุปัชฌายะในคณะธรรมยุตตั้งแต่อยู่จังหวัดเชียงใหม่  และได้รับแต่งตั้งเป็นพระครูวินัยธร”  ฐานานุกรมของ เจ้าพระคุณพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์  สิริจันทเถระ)  เมื่อท่านมาอยู่ทางจังหวัดสกลนคร ด้วยความชราท่านพระอาจารย์มั่นจึงของดที่จะทำหน้าที่นี้อีก
   
    งานศาสนาในด้านวิปัสสนาธุระ  นับว่าท่านได้ทำเต็มสติกำลัง ยังศิษยานุศิษย์ทั้งบรรพชิตและคฤหัสถ์ ให้อาจหาญรื่นเริงในสัมมาปฏิบัติตลอดมา  ครั้นพรรษาได้ ๒๓ ท่านจึงกลับมาหาหมู่คณะทางภาคอีสานมีพระ-เณรมาศึกษาด้วยมากขึ้นโดยลำดับ  มี  พระอาจารย์สิงห์ ขันตยาคโม  ท่านพระมหาปิ่น  ปัญญาพโล  เป็นต้น  จนพรรษาได้ ๓๘ จึงได้จากหมู่คณะไปจำพรรษา ณ วัดปทุมวัน กรุงเทพฯ แล้วเลยไปเชียงใหม่ พักวัดเจดีย์หลวง ๑ พรรษา แล้วไปวิเวกตามที่ต่าง ๆ บ้าง กลับมาจำพรรษาวัดเจดีย์หลวงบ้าง รวมเวลา  ๑๑ ปีกว่า  จึงได้กลับมาภาคอีสาน  เพื่อสงเคราะห์สาธุชนตามคำนิมนต์ของเจ้าพระคุณพระธรรมเจดีย์ (จูม  พันธุโลเถระ) จนถึงปัจฉิมสมัย 

ปัจฉิมสมัย

       ในวัยชรานับแต่ พ.ศ. ๒๔๘๔ เป็นต้นมา ท่านมาอยู่จังหวัดสกลนคร เปลี่ยนอิริยาบถไปตามสถานที่วิเวก ผาสุกวิหารหลายแห่ง คือ ณเสนาสนะป่า บ้านนามน ตำบลตองโขบ อำเภอเมืองบ้าง ที่ใกล้ ๆ แถวนั้นบ้าง ครั้น พ.ศ.๒๔๘๗ จึงย้ายไปอยู่เสนาสนะป่าบ้านหนองผือ ตำบลนาใน อำเภอพรรณานิคม จังหวัดสกลนคร จนถึงปีสุดท้ายแห่งชีวิต

       ลำดับการจำพรรษาของพระอาจารย์มั่น ตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๔๕๔ ถึงถ้ำไผ่ขวาง ตำบลสาริกา อำเภอเมืองนครนายก จังหวัดนครนายก

ในปี พ.ศ. ๒๔๕๘ หลังจากจำพรรษาที่วัดปทุมวัน กรุงเทพฯ แล้วกลับไปจังหวัดอุบลราชธานี จำพรรษา ณ ที่วัดบูรพา

       พ.ศ. ๒๔๕๙ จำพรรษาที่ ถ้ำภูผากูด กิ่งอำเภอคำชะอี จังหวัดนครพนม

       พ.ศ. ๒๔๖๐ จำพรรษาที่ บ้านดงปอ ตำบลห้วยหลวง อำเภอเพ็ญ
จังหวัดอุดรธานี

       พ.ศ. ๒๔๖๑ จำพรรษาที่วัดถ้ำผาบิ้ง ตำบลทรายขาว อำเภอวังสะพุง
จังหวัดเลย

       พ.ศ. ๒๔๖๒ จำพรรษาที่เสนาสนะป่าบ้านค้อ อำเภอผือ จังหวัดอุดรธานี

       พ.ศ. ๒๔๖๓ จำพรรษาที่ เสนาสนะป่า อำเภอท่าบ่อ จังหวัดหนองคาย

       พ.ศ. ๒๔๖๔ จำพรรษาที่ บ้านห้วยทราย กิ่งอำเภออำชะอี
จังหวัดนครพนม

      พ.ศ. ๒๔๖๕ จำพรรษาที่ เสนาสนะป่าบ้านหนองลาด
อำเภอสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร

       พ.ศ. ๒๔๖๖  จำพรรษาที่ เสนาสนะป่าบ้านหนองบัวลำภู จังหวัดอุดรธานี

       พ.ศ. ๒๔๖๗ จำพรรษาที่ บ้านค้อ อำเภอผือ จังหวัดอุดรธานี

       พ.ศ. ๒๔๖๘ จำพรรษาที่ เสนาสนะป่า อำเภอท่าบ่อ จังหวัดหนองคาย

       พ.ศ. ๒๔๖๙ จำพรรษาที่เสนาสนะป่า กิ่งอำเภอศรีสงคราม ท่าอุเทน
จังหวัดนครพนม

       พ.ศ. ๒๔๗๐ จำพรรษาที่ เสนาสนะป่าบ้านหนองบอน อำเภอบุ่ง
จังหวัดอุบลราชธานี

       พ.ศ. ๒๔๗๑-๒๔๗๒ จำพรรษา และเป็นเจ้าอาวาสที่วัดเจดีย์หลวง
จังหวัดเชียงใหม่

       พ.ศ. ๒๔๗๓ จำพรรษาที่ ดอยจอมแตง อำเภอแม่ริน จังหวัดเชียงใหม่

       พ.ศ. ๒๔๗๔ จำพรรษาที่ บ้านโป่ง อำเภอสันป่าตอง จังหวัดเชียงใหม่

       พ.ศ. ๒๔๗๕ จำพรรษาที่ วัดเจดีย์หลวง จังหวัดเชียงใหม่

       พ.ศ. ๒๔๗๖ จำพรรษาที่ อรัญญปัพพตา บ้านห้วยทราย
อำเภอเวียงป่าเป้า จังหวัดเชียงราย

       พ.ศ. ๒๔๗๗ จำพรรษาที่ ปางเมี่ยง-แม่ปั๋ง อำเภอพร้าว
จังหวัดเชียงใหม่

        พ.ศ. ๒๔๗๘ จำพรรษาที่ ทุ่งหมากข้าว อำเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่

        พ.ศ. ๒๔๗๙ จำพรรษาที่ เขามูเซอ อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย

        พ.ศ. ๒๔๘๐ จำพรรษาที่ พระธาติจอมแจ้ง อำเภอแม่สรวย
จัง
หวัดเชียงราย

        พ.ศ. ๒๔๘๑-๒๔๘๒ จำพรรษาที่วัดเจดีย์หลวง และบ้านแม่คอย
อำเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่

        พ.ศ. ๒๔๘๕-๒๔๘๗ จำพรรษาที่ บ้านโคก?จังหวัดสกลนคร

        พ.ศ. ๒๔๘๗ จำพรรษาที่ เสนาสนะป่าบ้านนามน ตำบลตองโขบ
 อำเภอเมือง จังหวัดสกลนคร

        พ.ศ. ๒๔๘๘-๒๔๙๒ จำพรรษาที่ บ้านหนองผือ ตำบลนาใน
อำเภอพรรณานิคม จังหวัดสกลนคร

        ตลอดเวลา ๘ ปี ในวัยชรานี้ท่านได้เอาธุระอบรมสั่งสอนศิษยานุศิษย์ทางสมถวิปัสสนาเป็นอันมาก ได้มีบันทึกธรรมเทศนาของท่านไว้โดยศิษย์ผู้ใกล้ชิด และรวบรวมไว้จัดพิมพ์เผยแพร่ ชื่อว่า มุตโตไทย และวิธีเจริญกรรมฐานภาวนา ของท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทัตตเถระ

 

วัตถุมงคล