ของเน่า-เน่า

       วันหนึ่งมีคณะญาติโยมทายกทายิกานั่งรถมากันมากมายเพื่อเดินทางมากราบนมัสการหลวงพ่อ พวกเขาได้นำดอกไม้ธูปเทียนและข้าวของเงินทองจำนวนมากมาย เพื่อถวายทานพระธรรมงามเพราะความเลื่อมใสที่เห็นหลวงพ่อท่านปฏิบัติดีปฏิบัติธุดงค์เคร่งครัด และมุ่งบำเพ็ญสมณธรรมเพื่อความหลุดพ้นจริง ๆ หลังจากที่ทุกคนรับประทานข้าวห่อ อาหารที่เตรียมกันมาเองเสร็จแล้ว ทุกคนจึงเข้ามาร่วมกันที่ศาลาโรงธรรมภายในวัดบ่อน้ำร้อน ท่านพระธุดงค์หลวงพ่อธรรมงามนั่งยิ้มต้อนรับพวกญาติโยมอยู่ด้วยความเบิกบานผ่องใส และได้ทักทายปราศรัยกับคณะที่มาเยี่ยมนั้นอย่างเป็นกันเอง ไม่มีการถือตัว ไม่มีการเล่นตัวด้วยการให้คนพบยาก ๆ และไม่มีการแสดงบทบาทที่จะทำให้คนเห็นว่าท่านพระธรรมงามเป็นผู้สำรวมมากและเคร่งครัดมาก เพื่อเรียกศรัทธาจากมหาชน ท่านไม่ได้ทำเช่นนั้น

       ท่านกล่าวขึ้นว่า "ท่านผู้ใฝ่ธรรมทั้งหลาย! เราจะประพฤติพรหมจรรย์นี้มิใช่เพื่อหลอกลวงคนมิใช่เพื่อให้คนบ่นถึงมิใช่เพื่อผลลาภสักการะ พร้อมชื่อเสียงมิใช่เพื่อเป็นเจ้าลัทธิมิใช่เพื่อให้คนทั้งหลายรู้จักเราก็หามิได้ แต่ที่จริงแล้ว เราประพฤติพรหมจรรย์นี้...เพื่อความสำรวมระวัวเพื่อละกิเลสเพื่อคลายกิเลส และเพื่อดับกิเลสเท่านั้น นั่นล่ะ" พระธุดงค์หลวงพ่อธรรมงามกล่าว

       เวลาคณะญาติโยมทายกทายิกามาเยี่ยมกราบนมัสการ ท่านพระธรรมงามก็แสดงธรรมด้วยคำพูดสั้น ๆ เสียงดังตามวิสัยของพระธุดงค์อยู่ป่าว่า "อย่าเหยียบมัน" แล้วท่านก็นั่งนิ่ง

      หัวหน้าคณะญาติโยมทายกทายิกาที่มาเยี่ยมก็เตรียมพิธีการทางศาสนา ถวายผ้าป่าและจตุปัจจัยเป็นจำนวนเงินหลายพันบาท จึงนำใส่พานและถาดเข้าไปถวายท่าน ทันใดนั้นท่านพระธุดงค์หลวงพ่อธรรมงามก็ลุกขึ้นยืนและเดินหนีไปอย่างรวดเร็วเข้าไปในบริเวณอุทยานแห่งชาติเขาหลวงป่ากรุงประมาณห้าร้อยเมตร? หัวหน้าคณะผ้าป่าและกรรมการหมู่บ้านสองถึงสามคน จึงตามไปนิมนต์ให้กลับไปรับไทยทาน

       ระหว่างทางหยุดพัก มีต้นสับปะรดหลายต้น ท่านพระธรรมงามไม่พูดว่าอะไร แต่กลับหยิบผลสับปะรดเน่าให้พวกเขาคนละผล
พวกเขารู้สึกงงไปตาม ๆ กัน แต่ก็รับไว้และสงสัยว่า "
ท่านหมายความว่าอย่างไร?"
พอมาถึงที่ศาลาโรงธรรมอีกครั้ง ท่านจึงถามญาติโยมว่า "สับปะรด ล่ะ!" ท่านถามเสียงดุ ๆ แล้วจ้องหน้าพวกเขาอยู่นั้นเขม็งเลยทีเดียว
       "พวกผมทิ้งแล้วขอรับ" หัวหน้าคณะญาติโยมตอบเสียงอ่อย ๆ ด้วยความเหนื่อยหน่ายอ่อนล้า
       "ทำไม พวกเธอจึงไม่กินสับปะรดที่ฉันให้" ท่านหลวงพ่อธรรมงามถาม
       "มันเน่าครับท่าน กินไม่ได้!" กรรมการหมู่บ้านคนหนึ่งตอบให้ท่านทราบ
       หลวงพ่อได้ยินดังนั้นก็ไม่พูดอะไร ขึ้นนั่งธรรมาสน์ พอได้เวลาอันสมควรหัวหน้าคณะญาติโยมนำพานถาดดอกไม้ธูปเทียนและจตุปัจจัย เข้ามาถวายท่าน โดยกล่าวคำถวายผ้าป่าเป็นที่เรียบร้อย แล้วน้อมนำเข้าไปถวายหลวงพ่อธรรมงาม ท่านจึงได้พูดขึ้นว่า "ฉันไม่เอาล่ะ"
 "อ้าว ทำไมหลวงพ่อจึงไม่รับของเหล่านี้ของพวกกระผมที่มีศรัทธาเสียล่ะครับ?" ญาติโยมถามอีก หลวงพ่อธรรมงามจึงเทศนาให้พวกเขาฟังดังนี้ว่า

 "ลาภ สักการะ คือ ของเน่า ลาภสักการะนั้นเป็นเหมือนขี้ อุจจาระ สมณะที่ยินดีและแสดงเล่ห์เพทุบายเพื่อให้คนเลื่อมใสตัวเองโดยหวังจะได้มาซึ่งลาภ สักการะ และชื่อเสียง สมณะนั้นก็เปรียบเหมือนคนที่เดินลุยหรือวกวนอยู่ในทะเลบ่ออุจจาระนั่นเอง"

 "ญาติโยมทั้งหลาย ผู้ใดหลุดพ้นย่อมไม่แสดงเลศนัยให้มหาชนรู้ว่าท่านหลุดพ้น ผู้หลุดพ้นย่อมไม่ทำตัวเป็นจุดเด่นเพื่อให้มหาชนเลื่อมใสศรัทธา มีแต่พระที่ยังไม่หลุดพ้นเท่านั้นที่ชอบแสดงให้คนทั้งหลายคิดว่าเป็นพระองค์ที่หลุดพ้นแล้วด้วยข้อวัตรปฏิบัติอันเคร่งครัด แต่เต็มไปด้วยความลุ่มหลงในตัวเอง"

 "ญาติโยมทั้งหลาย ถ้าเธอทั้งหลายจะปฏิบัติธรรมเพื่อความหลุดพ้น เธอทั้งหลายก็อย่าประกาศให้ใครที่ไหนรู้ว่าเธอกำลังจะปฏิบัติหรือกำลังปฏิบัติอยู่ ถ้าเธอจะอดข้าวอดน้ำ เพื่อข่มกิเลสตัวเอง เธอก็อย่าโฆษณาว่าเธอกำลังจะทำเช่นนั้น เพราะการกระทำเช่นนั้นมันเป็นการกระทำของคนผู้หลงใหลคลั่งไคล้ในตัวเอง รักตัวเองอย่างเมามัวและทำเช่นนั้นเพื่อให้ประชาชนมาเลื่อมใสเขา"

 "ญาติโยมทั้งหลาย ธรรมะที่แท้จริงคือจิต จิตอย่างเดียวเท่านั้น จิตที่ไม่มีตัวไม่มีความยึดมั่นถือมั่นห่วงในตัวเอง ไม่มีความสำคัญมั่นหมายว่า ฉันดี ฉันมีบุญบารมี ฉันเก่ง ฉันเป็นผู้วิเศษ ฉันดี ฉันร้าย ฉันได้ ฉันเสีย ฉันสุขหรือแม้กระทั่งฉันทุกข์"

 "ญาติโยมทั้งหลาย หลวงพ่อธรรมงามองค์นี้ ไม่ใช่พระวิเศษอะไร ไม่ใช่พระผู้รู้ ไม่ใช่พระผู้สำเร็จ ไม่ใช่พระอรหันต์ที่ไหน ไม่ใช่พระผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบอะไร และไม่ใช่ทุกสิ่งทุกอย่างที่มีมา"

"พวกเธอทั้งหลายจงฝึกจิต เพื่อให้จิตผ่อนคลายความรู้สึกว่า ฉันเป็นนั่น ฉันเป็นนี่ เสียให้หมดสิ้นไปจากสันดาน แล้วพวกเธอก็จะรู้ว่าสภาวะที่ไม่มีทุกข์ทางใจจริง ๆ นั้น อยู่ที่ใด โดยไม่ต้องเสียเวลาไปวิ่งหาอาจารย์ผู้วิเศษที่ไหนอีกเลย เพราะอาจารย์ทั้งหลายเหล่านั้น ไม่มีใครเลยที่สามารถช่วยให้พวกเธอหมดทุกข์โศกโรคภัยได้ เพราะแท้จริงแล้วความดับทุกข์จะหมดไปจากใจของพวกเธอได้ ก็เพราะพวกเธอปฏิบัติธรรมเพื่อบรรลุธรรมด้วยสติปัญญาของตัวเองเท่านั้น ไม่มีบารมีของอาจารย์ผู้วิเศษที่ไหน จะช่วยพวกเธอได้ในแง่ธรรมนี้..."

 "ญาติโยมทั้งหลาย จิตที่ปราศจากความลุ่มหลงตัวเองนั้นแหละคือ ธรรมะ ถ้าพวกเธอคิดว่าฉันทำไม่ได้ ฉันปฏิบัติไม่ได้ ฉันละกิเลสไม่ได้ พวกเธอก็จงอย่าปฏิบัติอะไรเลย จงอยู่เฉย ๆ โดยไม่ต้องทำบาป อยู่เฉย ๆ โดยไม่ต้องสุขหรือทุกข์ ไม่ต้องอยากได้ อยากเป็นอะไร แม้แต่อยากเป็นพระอรหันต์ก็อย่าอยากเป็น"

 "ถ้าพวกเธอหยุดความปรุงแต่งทุกอย่างดังที่ว่ามานั้นเสียแล้ว พวกเธอก็จะรู้เองว่า แท้จริงการปฏิบัติธรรมนี้ ไม่ต้องทำอะไรเลย ซึ่งเมื่อพวกเธอไม่ทำอะไรเลยเช่นนั้นได้ จิตของพวกเธอก็จะบรรลุความสำเร็จทุกประการ ฉันหวังว่าต่อไปนี้ พวกเธอคงจะเลิกหลงใหลในตัวบุคคลพระสงฆ์ผู้วิเศษกันเสียที!..."

 

วัตถุมงคล