พระฉิมพลี ๑๙๘๓

โดยคุณขวัญยุดา

         เศรษฐีอยู่กับความพอ ไม่ใช่การจะเอา พระว่ารู้จักเจียมตัว (สันโดษ) คือ เศรษฐี
       ภาษ
าด่าปนธรรมะ ใครจะคิดออกหรือไม่ ไม่เกี่ยวกับหลวงพ่อเลย เพราะหลวงพ่อหวังทดสอบความอดทน (ขันติ) ของผู้มาหาว่าแน่จริงหรือไม่? หรือถูกกิเลสจะตายรีบจากไป ภาษิตไทยว่า "หวามเป็นลม ขมเป็นยา" คำพูดอะไรฟังแล้ว "ขม" ในจิตในใจ นั่นละยาแก้โรคจิตวิญญาณที่โยมมีเวรมีกรรมมาตั้งแต่สมัยไหน

       ประโยคต่าง ๆ ดังกล่าวนี้ ดิฉันและสามีจำได้อย่างขึ้นใจ จากการสนทนาธรรมกับหลวงพ่อธรรมงาม (พระธุดงค์โสภณ ธัมมโสภโณ) แห่งกุฏิแพอาศรมริมฝั่งโขง ซึ่งดิฉันทราบประวัติของท่านจากหนังสือธรรมะแจกฟรี และเกิดจิตศรัทธาเลื่อมใส

       หลังจากสามีกลับจากต่างประเทศก็อ้อนวอนขอให้พาไปกราบหลวงพ่อ สามีทนรบเร้าไม่ได้ก็ขับรถพาดิฉันไปอย่างไม่สู้จะเต็มใจนัก (ผิดกับปัจจุบันว่างเมื่อไหร่เป็นต้องไปเป็นประจำ) ใช้เวลาเกือบ ๑๒ ชั่วโมงกว่าจะถึงอาศรมหลวงพ่อ เพราะไปอย่างใจเย็นแวะทุกจังหวัดที่ผ่าน ไม่ว่าจะสระบุรี โคราช ขอนแก่น อุดรฯ ก่อนถึงที่หมายอ่านป้ายบ้าง ถามชาวบ้านรายทางไปบ้าง จนพบคฤหาสน์หลังงามตั้งเด่นตระหง่านอยู่ริมถนนใหญ่ เจ้าของบ้านชื่อคุณเบี้ยว ทราบต่อมาว่าคุณเบี้ยวเป็นผู้อุปัฏฐากหลวงพ่อมาเป็นเวลาหลายปีแล้ว ได้รับบารมีจากหลวงพ่อ พยุงครอบครัวจากไม่มีอะไรเลย จนกลายเป็นเจ้าของที่ดินนับพันไร่แถบบึงกาฬและบริเวณใกล้เคียง คุณเบี้ยวเล่าให้ฟังว่าเป็นเพราะบุญที่ได้ทำกับพระธุดงค์รูปนี้ ท่านสมกับได้รับสมญานามว่าเป็น "พระสีวลีแห่งโชคลาภ" อย่างแท้จริง ได้ฟังแล้วดิฉันยิ่งเพิ่มความอยากเห็นหลวงพ่อมากขึ้น

       เกือบ ๓ ทุ่มแล้วที่ขอร้องให้คุณเบี้ยวนำทางลงไปยังอาศรมหลวงพ่อ ระหว่างทางก่อนถึงริมฝั่งโขง จะเป็นป่าละเมาะสลับป่าใหญ่ ทั้งมืดและเงียบสงัด ได้ยินแต่เสียงหรีดหริ่งเรไร 

        ดิฉันรู้สึกกลัวมาก แต่ได้รับคำปลอบขวัญจากคุณเบี้ยวและภรรยาเขาว่า ไม่น่ากลัวเลย แถวนี้ไม่เคยมีการจี้ปล้น จะมีแต่คนมาทำบุญ มากราบหลวงพ่อ บางกลุ่มมาถึงเที่ยงคืนตีหนึ่งก็มี คุยกันได้สักครู่ก็ถึงอาศรมหลวงพ่อ

        มองลงไปเบื้องล่างอีกประมาณ ๕ เมตร เห็นกุฏิแพเล็ก ๆ จากแสงไฟตะเกียงโป๊ะที่แขวนอยู่มุมหน้าต่างพอได้เห็นทางเดินลงจากเนิน เมื่อไปใกล้ ๆ จึงทราบว่า อาศรมท่านสร้างด้วยไม้ไผ่ฟากขัดแตะ พื้นฟากผุดูเก่าและทรุดโทรมมาก ดิฉันและสามีค่อย ๆ เดินย่องข้ามสะพานไม้ไผ่ ๒ ต้นวางพาดระหว่างเนินดินกับแพหลวงพ่อ ดีที่เป็นระยะใกล้ ๆ ไม่เช่นนั้นคงใช้วิธีคลาน ต่างกับคุณเบี้ยวและภรรยาซึ่งเดินอย่างกระฉับกระเฉงว่องไว เนื่องด้วยมาบ่อยจนชำนาญ

       ดิฉันสังเกตดูฝาผนังที่กั้นรอบ ๆ จะเป็นเชือกปอบ้าง เชือกฟางบ้าง มัดแบบรังแมงมุมกั้นรอบ ๆ ข้างฝาจะมีก็แต่กุฏิหลวงพ่อเท่านั้น ทุกอย่างดูแล้วสมควรบูรณะ ซึ่งทำให้จิตเกิดศรัทธาเป็นทวีคูณ ท่านอยู่อย่างสมถะจริง ๆ หนอ ทั้งที่เป็นนักเรียนนอก เป็นลูกเศรษฐีอีกต่างหาก ดูท่านช่างมีบารมีเหลือเกิน ต่อเมื่อได้เห็นตัวจริงของท่านก็ยิ่งประหลาดใจ ท่านอยู่ท่ามกลางป่าดงพงไพร ท่ามกลางแสงแดดเกลียวคลื่น และแรงลมอย่างนี้ ไฉนหนอผิวพรรณท่านจึงสวยเปล่งปลั่งเช่นนี้

       ดิฉันและสามีอยู่สนทนากับหลวงพ่อจนถึงเวลาอันสมควร ก็กราบลาท่านมานอนที่ระเบียงแคบ ๆ ด้านหน้าอาศรม ขณะเดียวกันก็ทำสติทำสมาธิไปด้วย แต่มิได้เคร่งครัดนักเพราะพึ่งหัดทำ พอเคลิ้มหลับไปก็ได้ยินเสียงหลวงพ่อดังมาจากกุฏิด้านหลังว่า "โยมยุทธศักดิ์ ไฟไหม้แล้วนะ" ดิฉันรีบลุกขึ้นเดินไปหาสามีค่อย ๆ สะกิดกระซิบถาม "ป๊า ๆ ได้ยินเสียงหลวงพ่อหรือเปล่าคะ?" สามีบอกไม่ได้ยิน ก็แสดงว่า ดิฉันฝันไป ภาพบ้านที่ให้หลวงพ่อดูเมื่อตอนหัวค่ำถูกไฟไหม้ แต่เมื่อคลำดูในกระเป๋ารูปภาพก็ยังอยู่ ดิฉันเกิดความลังเลสงสัย พลางก็นึกไปว่าหรือหลวงพ่อคงลองจิตเราสองคน หรือเป็นปริศนาธรรมอะไรสักอย่าง นอนคิดจนหลับไป

       รุ่งเช้าได้ใส่บาตรหลวงพ่อและปิดทองที่แข้งและฝ่าเท้าหลวงพ่อ ตามที่ชาวบ้านละแวกนั้นที่มาใส่บาตรแนะนำ บ้างก็ปิดเพื่อความเป็นสิริมงคล บ้างก็แก้เคล็ด บ้างก็แก้บน รอจนหลวงพ่อฉันจังหันเสร็จ ก็นั่งฟังเทศน์ ซึ่งหลวงพ่อโปรดแสดงธรรมในวันพระ

       หลวงพ่อท่านใช้หลักธรรมคำสอนที่เฉียบคมลึกซึ้ง ต้องใช้ปัญญาพิจารณาตลอด เมื่อท่านเทศน์จบ ดิฉันกับสามีก็คลานเข้าไปเพื่อถวายปัจจัย แต่กลับได้รับการปฏิเสธจากหลวงพ่อ โดยท่านให้เหตุผลว่า พระธุดงค์ไม่ค่อยใช้เงิน ดิฉันจึงเปลี่ยนให้สามีไปซื้อน้ำดื่มกับสารส้ม ซึ่งใช้สำหรับแกว่งในน้ำที่ตักจากแม่น้ำโขงให้ตกตะกอนไว้ให้ท่านสรง และได้ถวายซองจดหมายกับแสตมป์ ซึ่งท่านต้องใช้ตอบจดหมายจากพุทธบริษัททั่วสารทิศที่มีมาหาท่าน ตามที่ชาวบ้านแนะนำให้ถวาย จากนั้นดิฉันกับสามีก็กราบลากลับกรุงเทพฯ

       หลวงพ่อท่านให้พระ และสั่งว่า "กลับไปนี้ เมื่อโยมทั้งสองได้ยินข่าวอะไรก็อย่าตกใจอะไรที่ร้อน ใช้ธรรมะ ใช้พลังจิต ดับได้ทั้งนั้น" ทำให้ดิฉันนึกถึงเสียงหลวงพ่อที่ได้ยินในฝันที่ยังก้องกังวานตลอด

       เมื่อขับรถถึงดอนเมือง ดิฉันก็คุยกับสามีถึงเสียงหลวงพ่อในฝันจึงตกลงแวะดูบ้านที่ให้หญิงม่ายชาวญี่ปุ่นเช่าอยู่ที่หมู่บ้านยิ่งโอฬาร เข้าไปถึงยังไม่ทันเปิดประตูรถ ป้าหนูเพื่อนบ้านก็รีบวิ่งเข้ามาประโยคแรกที่ป้าหนูทักคือ "ตายแล้ว! ไปไหนกันมา? ป้าโทรไปบ้านที่ลาดพร้าวเป็นสิบ ๆ ครั้ง คุณยูริ (คนเช่าบ้าน) เขาคลุ้มคลั่ง เผาตู้เย็นไฟไหม้โขมงเลย ชาวบ้านแตกตื่นกันหมด ดีที่ดับเพลิงมาทัน นี่กุญแจ ลองไปเปิดดูเองก็แล้วกัน!"

       เมื่อสิ้นเสียงป้าหนู คำแรกที่ดิฉันกับสามีอุทานพร้อมกันก็คือ "หลวงพ่อ" เราต่างโผเข้าหากัน สามีดิฉันพูดทั้งน้ำตา "ป๊าเชื่อแล้ว ป๊าพบแล้ว ท่านเป็นพระอรหันต์จริง ๆ!"

        ทั้งหมดที่เล่ามา เป็นเพียงส่วนหนึ่งในจิตมหัศจรรย์ของหลวงพ่อธรรมงาม ที่ดิฉันและสามีได้พบด้วยตนเอง จึงไม่น่าแปลกใจเลยว่า ทำไมเราทั้งสองจึงตามอุปัฏฐากท่านมาโดยตลอด ทั้งที่ท่านไม่ต้องการ ปัจจุบันนี้เราทั้งสองอยู่กับ "ความพอ" ในทุก ๆ ด้าน ลูกคนเล็กซึ่งหมอลงความเห็นว่าจะเป็นคนแคระในหลายสาเหตุ ใครว่าหมอไหนดีเป็นต้องไป ทั้งหมดเงินทั้งหมดอาลัยเพราะไม่มีวี่แววว่าจะดีขึ้น สุดท้ายได้บารมีหลวงพ่อ เมื่อไปตรวจอีกครั้งก็ไม่พบสิ่งผิดปกติแล้ว กลับเป็นเด็กเฉลียวฉลาดเป็นที่รักใคร่ของผู้พบเห็น ธุรกิจที่ล้มลุกคลุกคลานก็อยู่ตัว ดีเกินคาดหมาย ทุกวันทุกคืนไม่เคยลืมที่จะสวดมนต์ ท่องบทบูชาภาพหลวงพ่อ ซึ่งได้รับสมญานามว่า "พระฉิมพลี ๑๙๘๓" (เป็นพระอรหันต์สีวลีในยุค ๒๐๐ ปี แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ปี พ.ศ. ๒๕๒๕)

 

วัตถุมงคล