หนีไม่พ้น...จริง ๆ

หลวงพ่อธรรมงามท่านคิดว่าดีเหมือนกัน ที่อยู่ ๆ สามเณรในวัดที่ท่านจำพรรษาอยู่ในจังหวัดทางภาคเหนือแห่งหนึ่งชื่อสมชัยชอบแต่งกายเลียนแบบท่านด้วยความเป็นเด็กวัยประมาณ ๑๒ ปี ซึ่งนับวันจะพัฒนาเหมือนมากขึ้นเรื่อย ๆ บางครั้งก็เลียนแบบท่าทางถือไม้เท้าถือกาน้ำ เดินวนไปวนมาอยู่ไม่ห่าง แต่หลวงพ่อท่านทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้เสีย

         หลวงพ่อท่านมักออกบิณฑบาตกับสามเณรสมชัยอยู่เป็นนิจในละแวกหมู่บ้านที่สามารถจะเดินไปถึง เนื่องจากวัดและหมู่บ้านอยู่ไกลกันพอสมควร อีกทั้งทางเดินลำบากเพราะต้องขึ้นเขาลงห้วย ลัดเลาะป่าไปเรื่อย ๆ ...ชาวบ้านที่ใส่บาตรและเดินผ่านไปมาสังเกตเห็นว่าสองพระอาจารย์กับสามเณรลูกศิษย์นี้น่าสงสารจึงไปปรึกษากัน และถวายม้าให้ท่านไว้ใช้ ๑ ตัว

         ในสองสามวันถัดมา...สามเณรสมชัยดูจะตื่นเต้นเป็นพิเศษที่เห็นชาวบ้านถวายให้หลวงพ่อและมักจะอาสาขอจูงบ้าง ลองนั่งดูบ้างตามประสาเด็ก หลวงพ่อท่านก็มิได้ว่ากระไร ปล่อยให้สามเณรเพลิดเพลินไป

       เช้าต่อมา เมื่อถึงเวลาออกบิณฑบาตหลวงพ่อกับสามเณรเดินจูงม้าออกไปโดยมีถุงใส่สัมภาระห้อยอยู่ เมื่อชาวบ้านเห็นต่างก็มองและวิพากษ์วิจารณ์กันไปว่า "ดูซิ พระอาจารย์กับสามเณรลูกศิษย์สองรูปนี้แปลก ๆ มีม้าแต่ทำไมไม่ขี่ ก็ไม่รู้..."
หลวงพ่อท่านได้ยิน ก็เลยเก็บไปคิดว่า "อาจจะจริงของชาวบ้าน ทำไมเราจึงไม่ขี่เจ้าม้านั่นนะ?"

        วันต่อมาหลวงพ่อกับสามเณรเลยขี่ม้าออกบิณฑบาต และคิดว่าครานี้คงไม่ใช่เรื่องแปลก แต่หาเป็นเช่นนั้นไม่ เพราะท่านได้ยินชาวบ้านที่มองมาด้วยสายตาแปลก ๆ และวิพากษ์วิจารณ์ว่า "ดูนั่นประไร ทำไมพระอาจารย์กับสามเณรลูกศิษย์สองรูปนี้ถึงได้ทรมานสัตว์เช่นนี้ ม้าคงจะรู้สึกหนักน่าดู โธ่เจ้าม้านั่น ช่างน่าสงสารอะไรเช่นนี้!"

         เช้าวันต่อมาหลวงพ่อเลยขี่ม้าออกบิณฑบาต โดยมีสามเณรเดินจูงอยู่ด้านหน้า และคิดว่าครานี้คงไม่มีใครว่าอะไรได้อีก
         แต่แล้วก็ยังมีเสียงชาวบ้านพูดกันแว่ว ๆ มาว่า "
ดูพระอาจารย์รูปนั้นซิ ทำไมเอาเปรียบสามเณรลูกศิษย์ได้นะ ช่างไม่มีเมตตาต่อลูกศิษย์เอาเสียเลย..."

         และในวันถัดมาหลวงพ่อจึงเสียสละให้สามเณรขึ้นนั่งบนหลังม้า ในขณะที่ตัวท่านเองเดินจูงม้าไปบิณฑบาต และคิดว่าทำอย่างนี้เหมาะสมดีแล้ว! แต่ก็หาเป็นเช่นนั้นไม่ เพราะมีเสียงแว่ว ๆ มาทางกลุ่มชาวบ้านว่า "ดูสามเณรนั่นซิ ทำไมถึงทำตัวไม่เหมาะสม ปล่อยให้พระอาจารย์เดินแต่ตัวเองกลับนั่งสบายอยู่บนหลังม้า ช่างน่าละอายอะไรเช่นนี้..."

         หลังจากนั้นหลวงพ่อธรรมงามพยายามหาเหตุแห่งคำติฉินนินทาทั้งหมดทั้งมวล และพบว่าม้าที่ได้มาเป็นสิ่งที่ไม่เหมาะกับท่านแน่ ๆ จึงได้บริจาคให้แก่ชาวบ้านผู้ยากไร้ไปเสีย...

         เรื่องนี้หลวงพ่อท่านสอนว่า  เป็นเรื่องของโลกธรรม ๘ เป็นเรื่องธรรมดาที่มนุษย์ต้องเผชิญ มีอยู่ ๘ ประการด้วยกันคือ มีลาภ เสื่อมลาภ มียศ เสื่อมยศ มีสุข มีทุกข์ มีสรรเสริญ และนินทา...โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องนินทาว่าร้ายเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงยาก ดังเช่นเรื่องเล่าเรื่องนี้ ต่อให้หลวงพ่อท่านทำอย่างไรก็ไม่พ้นชาวบ้านนินทาไปได้...ไม่ว่าจะเป็นยุคไหน ๆ หรือในสังคมปัจจุบันก็ตาม ต่อให้ใครทำดีแค่ไหน ก็หนีไม่พ้นคนติฉินนินทา และในขณะเดียวกันเราก็ต้องยอมรับด้วยว่าไม่มีใครสามารถทำอะไรให้ถูกใจคนทุก ๆ คนได้เช่นกัน!

 

 

วัตถุมงคล